คอลัมนิสต์

สมัชชาคนหน้าเดิม(อีกแล้ว)

สมัชชาคนหน้าเดิม(อีกแล้ว)

31 พ.ค. 2559

สมัชชาคนหน้าเดิม(อีกแล้ว) : กระดานความคิด บายไลน์ บางนา บางปะกง

              วาทกรรม “ปฏิรูป” กลับมาอยู่ในกระแสข่าวบ้างแล้ว เมื่อกองเชียร์ทหารรู้สึกไม่พอใจผลงานปฏิรูปของ คสช. และหวั่นว่า ถ้าเลือกตั้งเร็ว ฝ่ายนักเลือกตั้งจะกลับมา การปฏิรูปประเทศไทยที่พวกเขาปรารถนาจะได้เห็น ก็จะไม่เกิดขึ้นจริง

              โดยเฉพาะกลุ่ม ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ที่มีมหาวิทยาลัยรังสิตเป็นฐานที่มั่นทางปัญญา ได้มีความเคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูปอีกแล้ว

              เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2559 ดร.อาทิตย์ได้โพสต์ข้อความในเพจ Arthit Ourairat  ว่า “คณะบุคคลเชิญชวนริเริ่มก่อตั้งสมัชชาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย เพื่อช่วย คสช. ปฏิรูปประเทศไทย สู่สังคมธรรมาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยมีปรัชญาแนวคิดว่า ประชาชนเป็นเจ้าของบ้าน จะปลูกบ้านต้องตามใจผู้อยู่”

              ได้ข่าวว่า วันที่ 5 มิถุนายน 2559 ดร.อาทิตย์และชาวคณะประมาณ 70 คน จะนัดเปิดประชุม “สมัชชาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” ที่โรงแรมสุโกศล ราชเทวี

              แม้จะไม่มีการเปิดเผยชื่อว่า 70 คนนั้น มีใครบ้าง แต่ก็พอคาดเดาได้ ซึ่งไม่หนีไปจากนักวิชาการ, นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม และนักพัฒนาองค์กรเอกชน ที่สื่อมวลชนคุ้นหน้าคุ้นตา

              ย้อนไปเมื่อ 26 ตุลาคม 2557 ดร.อาทิตย์ได้เปิดทางให้ สุริยะใส กตะศิลา จัดตั้ง “สถาบันปฏิรูปประเทศไทย” (สปท.) ขึ้น เพื่อเป็นสภาคู่ขนานในการปฏิรูปประเทศ โดย สังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธานสถาบัน และ “สุริยะใส” เป็นผู้อำนวยการสถาบัน

              ส่วน “ดร.อาทิตย์” ก็รับบทประธานที่ปรึกษา และคณะกรรมการสถาบันก็ล้วนแต่เป็นนักวิชาการที่เคยขึ้นเวที กปปส. หรือเวทีพันธมิตรฯ มาแล้ว

              จริงๆ แล้ว ก่อนที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ จะตัดสินใจนำมวลชนลงสู่ท้องถนน เมื่อ 15 กันยายน 2556 “สุริยะใส” พร้อมด้วย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันเปิดตัว "สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย 2556” ที่มหาวิทยาลัยรังสิตเช่นกัน

              ตอนนั้นสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย 2556 เตรียมจัดประชุมสมัชชาประชาชนทั่วประเทศ 77 จังหวัด รับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่ไม่ทันได้ขยับออกต่างจังหวัด เสียงนกหวีดของลุงกำนันสุเทพก็ดังขึ้น

              บรรดาคณะกรรมการสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทยก็กระจายตัวไปเข้าร่วมการชุมนุมคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมยกเข่งของพรรคเพื่อไทย

              แม้แต่ “ดร.อาทิตย์” เอง ก็ยังเข้าร่วมสนับสนุนการชุมนุมของ กปปส.

              หลายคนคงไม่ทราบว่า “ดร.อาทิตย์” เข้าสู่ถนนการเมืองตั้งแต่ปี 2518 โดยร่วมกับกลุ่มปัญญาชนคนรุ่นใหม่สมัยโน้น จัดตั้งพรรคพลังใหม่ และได้ลงสมัคร ส.ส.หลายหน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

              กระทั่งการเลือกตั้ง 22 มีนาคม 2535 ดร.อาทิตย์ย้ายจากสนามกรุงเทพฯ ไปลงสมัคร ส.ส.ที่แปดริ้ว ในนามพรรคสามัคคีธรรม จึงได้เป็น ส.ส. และได้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

              แทบไม่น่าเชื่อว่า ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนฯ จะส่งผลให้ ดร.อาทิตย์ ได้ฉายาว่า “วีรบุรุษประชาธิปไตย” ติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน

              จากบทบาทผู้แก้ไขวิกฤติขัดแย้งเผชิญหน้า ดร.อาทิตย์ได้ตั้งพรรคเสรีธรรมอยู่ระยะหนึ่ง และจอดป้ายที่พรรคประชาธิปัตย์

              สี่ห้าปีที่แล้ว ดร.อาทิตย์เคยเป็นที่ปรึกษาพรรคการเมืองใหม่ และวาดหวังจะให้พรรคนี้เป็นพรรคทางเลือก แต่ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

              ทุกวันนี้ “ดร.อาทิตย์” เลือกที่จะเดินไปบนถนนการเมืองนอกสภา จึงให้มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นป้อมค่ายของนักเคลื่อนไหวภาคประชาชน

              การขยับเปิดหน้าชน “พี่ใหญ่” แห่งค่ายบูรพาพยัคฆ์ของ ดร.อาทิตย์ จึงไม่ธรรมดา และการเปิดตัวสมัชชาคนหน้าเดิม ก็ยิ่งมั่นใจว่า ศึกนี้มีเดิมพันสูง