คอลัมนิสต์

ธรรมกายธรรมเกิน

ธรรมกายธรรมเกิน

30 พ.ค. 2559

ธรรมกายธรรมเกิน : โดยวิธีของเราเอง ไพฑูรย์ ธัญญา

           ก็ยังไม่รู้ว่า กรณีธัมมชโยที่ยืดเยื้อมานาน จะจบลงอย่างไร แต่ ณ วันนี้กล่าวได้ว่า สายตาทุกคู่ของคนไทยพุ่งตรงไปยังสำนักวัดพระธรรมกาย ติดตามการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสาร ที่นับวันจะนำพาให้เราหวนประหวัดไปถึงเรื่องราวในยุทธจักรแบบนิยายกำลังภายใน ผมจินตนาการถึงภาพการเข้าไปบุกจับธัมมชโยของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอคล้ายๆ กับพวกจอมยุทธ์ทั้งหลายที่กำลังขึ้นเขาไปยังสำนักเส้าหลิน หรือไม่ก็บู๊ตึ๊ง เพื่อจับตัวเจ้าสำนัก ในขณะที่เหล่าบรรดาศิษย์วัดพากันตั้งป้อมปราการและค่ายกลป้องกันอย่างรัดกุม

           มีอะไรอยู่บ้างในสำนักจานบิน ดูเหมือนจะมีคนนอกรู้น้อยมาก หากเปรียบกับการยุทธ์ การไม่รู้เขารู้เรา นับเป็นข้อเสียเปรียบอย่างมากของฝ่ายตรงข้าม จะอย่างไรก็แล้วแต่ กรณีของสำนักธรรมกายและธัมมชโยก็ได้ให้บทเรียนที่มีค่ายิ่งแก่สังคมไทยอีกวาระหนึ่ง ส่วนใครจะมองหรือตีความในแง่มุมใดนั่นก็เป็นทัศนะของแต่ละคน แต่คำถามที่คนไทยส่วนหนึ่งมีอยู่ในใจในตอนนี้ก็คือ เราปล่อยให้สำนักธรรมกายเติบโต เข้มแข็งจนกลายเป็น ธรรมเกิน ไปได้อย่างไร? เพราะเมื่อถึงตอนนี้ สำนักพระธรรมกายก็มีแสนยานุภาพเกินกว่าที่ฝ่ายตรวจสอบ กำกับจะเข้าไปควบคุมได้เสียแล้ว

           ไม่อยากพูดอะไรให้มันลึกซึ้งไปกว่านี้ เพราะผู้เขียนเองก็ไม่ได้รู้จักอะไรเกี่ยวกับสำนักนี้มากนัก ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า หากใครสักคนจะเข้าไปแตะต้อง เปิดเผย ตีแผ่หรือล่วงเกินสำนักนี้ มันจะกลายเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อสวัสดิภาพของคนพูดอยู่ไม่น้อย มันจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่คนส่วนมากก็รู้สึกเช่นนี้ วัดพระธรรมกายประดิษฐานอยู่บนฐานรากแห่งความเชื่อและศรัทธาของเหล่าสานุศิษย์อย่างมั่นคง แข็งแกร่ง และแผ่ขยายไปทั่วทุกมุมโลก นี่คือลัทธิใหม่ที่แตกหน่อไปจากหลักคิดของศาสนาพุทธ มันเป็นการตีความที่แยบยลของบรรดาผู้นำที่มีบทบาท จนสามารถสถาปนาอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และถึงพร้อมไปด้วยกำลังคน กำลังทรัพย์ กำลังศรัทธาและกลยุทธ์ในการบริหารจัดการที่ทันสมัยและล้ำหน้าจนวิธีคิดแบบพุทธแนวจารีตตามไม่ทัน เผลอไม่นานธรรมกายก็กลายเป็นธรรมเกินไปเสียแล้ว

           ในอดีตเราเคยมีเรื่องราวความขัดแย้งทำนองนี้เกิดขึ้นมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นกรณีของพระยันตระ อันอื้อฉาว หรือพระภิกษุรูปอื่นๆ แต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็ถือว่ากระจอกมากเมื่อเทียบกับกรณีธรรมกายและธัมมชโย กรณีของสำนักธรรมกายได้ให้ข้อคิดแก่เราอย่างหนึ่งว่า อำนาจที่ยิ่งใหญ่และน่ากลัว ไม่ได้อยู่ที่กลไกของการเมือง การปกครองหรือแม้แต่กองกำลังติดอาวุธ แต่มันอยู่ที่พลังของความเชื่อและความศรัทธาต่างหาก เมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนหนึ่งนำเอาความเชื่อ ความศรัทธามาใช้อย่างฉลาด เมื่อนั้นความเชื่อและความศรัทธาซึ่งดูเป็นเรื่องนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังอำนาจมหาศาล สามารถท้าทายได้กระทั่งอำนาจรัฐ ดังที่เราท่านทั้งหลายกำลังลุ้นกันอยู่ในขณะนี้ว่า งานนี้ใครจะอยู่ใครจะไป รัฐหรือธรรมกายจะเสียของกันแน่?

           มันคือการยุทธ์ หรือสงคราม การขับเคี่ยวกันระหว่างฝ่ายอำนาจรัฐ กับเจ้าสำนักธรรมกาย ไม่ใช่กรณีความขัดแย้งอย่างตื่นเขินและฉาบฉวย แต่มันโยงใยกับเรื่องอื่นๆ อีกหลายมิติ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อนที่รอวันเปิดเผยตีแผ่ ภาพการยื้อยุด ชิงไหวชิงพริบระหว่างอำนาจรัฐกับอำนาจของธัมมชโยอาจดูมีสีสัน ชวนระทึกใจของชาวบ้าน แต่จริงๆ แล้วมันเป็นการต่อสู้ ต่อรอง แย่งชิงของอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย คดีนี้ไม่ใช่คดีเล็กๆ เหมือนรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์นักข่าว แต่มันเป็นการเมืองเรื่องศาสนา และผลประโยชน์อีกมากมายที่แฝงอยู่

           ในทางฝ่ายรัฐหรือฝ่ายกฎหมายเองก็ทำให้เราเห็นถึงการดำเนินการที่ค่อนข้างระมัดระวังและรัดกุมเป็นอย่างยิ่ง จนบางครั้งทำให้ฝ่ายลุ้นเอามัน ออกอาการขัดใจว่าไม่จัดการให้มันแตกหักเสียที มีการคาดการณ์ว่า หากฝ่ายกฎหมายจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ นั่นหมายถึงอำนาจรัฐได้สูญเสียไปแล้วโดยสิ้นเชิง ฟังดูแล้วเป็นเรื่องซีเรียส แต่ก็ทำให้เราเห็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจของฝ่ายคุมกฎ ซึ่งมีทั้งขู่ ทั้งปลอบ รุกคืบ ถอยร่น ออมชอม ไม่ได้บุ่มบ่ามเพื่อที่จะทำให้มันจบๆ โดยไว ดูเหมือนว่าแผนการของทางการกำลังได้เปรียบ เพราะสามารถดึงมวลชนอีกกลุ่มหนึ่งให้หันมามองสำนักธรรมกายและธัมมชโยอย่างเคลือบแคลงมากขึ้นกว่าเดิม

           ไม่มีใครรู้ถึงเหตุผลในการยืนกรานกระต่ายขาเดียวของเจ้าสำนักจานบิน ที่จะยอมตายอยู่แต่ในรั้วของสำนัก แต่การกระทำแบบนี้ไม่สู้ดีนัก เพราะดูเหมือนว่า ตอนนี้เงื่อนไขต่างๆ ที่ธัมมชโยและเหล่าสาวกกำหนดขึ้น มันจะกลายเป็นบ่วงบาศแน่นหนา ที่ค่อยๆ รัดคอให้เจ้าตัวหายใจไม่ออกมากขึ้นทุกที

           ดีไม่ดี เจ้าสำนักอาจติดกับดักในค่ายกลอันยอกย้อนของตัวเองก็เป็นได้.