คอลัมนิสต์

ระวังจะก้าวพลาด

ระวังจะก้าวพลาด

30 พ.ค. 2559

ระวังจะก้าวพลาด : ขยายปมร้อน โดย ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี สำนักข่าวเนชั่น

            ว่าด้วยเรื่องของวันครบรอบ 2 ปีรัฐประหารกับความอึดอัดของพรรคการเมือง ตลอด 2 ปีที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่า พรรคการเมืองถูกกด ถูกห้ามเคลื่อนไหว จนแทบขยับไปไหนไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ซึ่งตรงนี้หากมองว่าเป็นแรงเสียดทานที่มีต่อพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียวคงจะไม่ถูกนัก เพราะในระบบการเมืองทั่วไปนั้น บทบาทการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองถือเป็นตัวแทนความคิดความเห็นของประชาชนด้วย

            ดังนั้น การกดดันไม่ให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหว ผลกระทบจึงตกไปถึงประชาชนด้วย เพราะพรรคการเมืองที่เคยเป็นปากเป็นเสียง วันนี้กลับส่งเสียงอะไรไม่ได้

            แต่ยังคงมีนักการเมืองบางส่วนที่ยังยืนยันจะใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองอยู่ ดังนั้น เท่ากับว่าแรงกดดันจาก คสช.ไม่ได้กดดันนักการเมืองทุกคนได้

            สุดท้ายเมื่อมีนักการเมืองแสดงออกว่าเขาไม่กลัวกันมากขึ้น แรงกดดันนั้นก็จะกลับไปที่ คสช.เอง เหมือนที่เราได้เห็นภาพขององค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างเริ่มออกมาทวงถามเรื่องสิทธิมนุษยชน

            การใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมและถูกประชาชนปฏิเสธโดยแสดงออกว่าไม่หวาดกลัวนั้น จะกลายเป็นแรงเสียดทานที่สะท้อนกลับไปถึงผู้ใช้อำนาจในที่สุด

            จึงไม่แปลกใจที่วันนี้มีข่าวว่า จากนี้ไปจะไม่มีการเรียกตัวไปปรับทัศนคติอีกแล้ว แต่จะใช้กฎหมายต่างๆ เข้ามาดำเนินการแทน เพราะเท่ากับว่าคสช.เองก็รับรู้ถึงแรงเสียดทานนั้นได้เช่นกัน

            ขณะที่อีกมุมหนึ่งนั้น อาจจะมองได้ว่ามันผิดวิสัยการเมือง ที่เมื่อถูกกดทับก็ย่อมต้องหาทางออก เช่น สร้างฐานกำลังอย่างเงียบๆ เพื่อรอวันกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง

            แต่เชื่อว่า วันนี้พรรคการเมืองคงไม่มีใครที่คิดจะผันตัวไปเป็นกระบวนการใต้ดิน เพราะการยืนยันในหลักสิทธิเสรีภาพและการแสดงออกโดยเปิดเผยนั้น ย่อมจะได้รับการปกป้องจากสังคม

            หลักสิทธิเสรีภาพ จึงถูกพูดถึงโดยฝ่ายการเมืองอย่างเปิดเผยเพื่อให้สังคมเห็นว่า ไม่ได้ทำผิดกฎหมายที่ควรจะกระทำได้ตรงกันข้าม การเลือกใช้เกมใต้ดินต่างหาก ที่จะถูกกระทำโดยฝ่ายอำนาจรัฐ

            อีกประเด็นหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ วันหนึ่งเมื่อสถานการณ์สุกงอมพอ พรรคการเมืองเริ่มขยับขึ้นมาจริงๆ คสช.ก็อาจจะต้องพบกับงานหนักอย่างแน่นอน เพราะถ้าหากพรรคการเมืองตัดสินใจที่จะรวมตัวกันแสดงออกแบบนั้นแล้ว คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่อำนาจเด็ดขาดที่ฝ่ายผู้ถืออำนาจบอกว่ามีอยู่นั้น คงไม่สามารถใช้ได้ตามอำเภอใจอีกแล้ว

            ตลอด 10 ปีหลังที่ผ่านมา สังคมไทยเกิดการเรียนรู้และเข้าใจสถานการณ์การเมืองมากขึ้น คนบางส่วนพร้อมที่จะอดทนและรอคอย ถ้าสถานการณ์นั้นยังไม่เป็นประโยชน์ที่จะแสดงออกอะไร แต่ถ้าหากถึงเวลาที่เห็นว่า ต้องออกมาส่งเสียงบ้าง ก็เชื่อว่าคงมีคนที่พร้อมจะทำแบบนั้นอยู่ไม่น้อย

            แต่เท่าที่ประเมินในขณะนี้ ยังไม่เห็นว่ามีพรรคการเมืองไหนที่กำลังเตรียมจะดำเนินการอย่างนั้น เพราะอาจจะยังรอสถานการณ์อะไรบางอย่างอยู่ เช่น การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หรือกำลังรอสถานการณ์ความขัดแย้งของผู้มีอำนาจด้วยกันเอง เพราะพรรคการเมืองรอมาได้ถึง 2 ปี คงจะไม่ทำอะไรแบบปุบปับในตอนนี้ เพียงแต่ไม่อยากให้ลืมว่า ถ้าพรรคการเมืองคิดเห็นเป็นเอกภาพกันขึ้นมาจริงๆ แล้ว คงเป็นงานที่ไม่ง่ายแน่นอนสำหรับคสช.

            และหากนำความอัดอั้นของประชาชนในวันนี้ไปเปรียบเทียบกับครั้งที่ครบรอบ 1 ปีรัฐประหารนั้น เราจะเห็นได้ว่าหลายคนออกมาอยู่ตรงข้ามกับ คสช.มากขึ้น

            ที่เป็นแบบนี้เพราะว่า เวลาที่ยึดกุมอำนาจมาแล้วถึง 2 ปีนั้น แม้จะเป็นอำนาจที่เด็ดขาด แต่ก็ไม่สามารถใช้ได้ตามอำเภอใจ และยิ่งยืดเวลาออกไปมากเท่าไหร่ ความชอบธรรมในการยึดกุมอำนาจก็จะถูกตั้งคำถามมากขึ้นเท่านั้น

            หากดูตามโรดแม็พของ คสช. จะสามารถอยู่ไปอีกจนเกือบครบ 4 ปีของการรัฐประหารเลยทีเดียว แต่เชื่อเถอะว่า วันนี้ไม่ง่ายแล้ว ถ้าผู้มีอำนาจยังคิดอยากจะอยู่ยาวไปเรื่อยๆ ก็ถือเป็นความคิดที่น่าเป็นห่วง

            เพราะขนาดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีคะแนนเสียงสูงมากๆ เมื่อเข้าสู่ปีที่ 2 ก็ยังมีปัญหาเรื่องคะแนนนิยม แล้วรัฐบาลชุดปัจจุบันจะฝ่าอุปสรรคตรงนี้ไปอย่างไร ยังมองไม่เห็นทาง

            ต้องเข้าใจสถานการณ์และวางวิธีคิดให้ชัดด้วย เพราะลำพังถ้ายังคิดว่า เทคนิคและวิธีการที่ใช้อยู่นั้นจะทำให้ได้อยู่ต่อ ระวังจะก้าวพลาด