
ขวัญกำลังใจตำรวจ
ขวัญกำลังใจตำรวจ : บทบรรณาธิการประจำวันที่25พ.ค.2559
ยังไม่เสร็จสิ้นดีสำหรับโผโยกย้ายนายตำรวจระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการ ซึ่งทยอยคลอดออกมาเรื่อยๆ ท่ามกลางกระแสเรื่องการซื้อขายตำแหน่งที่ผู้เกี่ยวข้องต่างออกมาปฏิเสธ แต่ประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากคือ เรื่องขวัญกำลังใจ ซึ่งแน่นอนย่อมพ่วงมากับความเหมาะสมในการทำบัญชีโยกย้าย มีนายตำรวจที่ใช้กำลังภายในวิ่งเต้นกับผู้มีอำนาจเพื่อเอาตำแหน่งที่คุมพื้นที่ผลประโยชน์ เป้าหมายคงไม่ต้องพูดถึง เพราะหากมีเงินนอกระบบหรือข้อตกลงอื่นก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมหลีกไม่พ้นประชาชน ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติขณะนี้ ก็จะพบว่าตำรวจส่วนใหญ่กำลังเสียขวัญ ขาดกำลังใจ ไม่ทำงาน สืบเนื่องจากบัญชีการแต่งตั้งโยกย้ายล่าสุด การใช้มาตรา 44 เพื่อให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจเซ็นคำสั่งแต่งตั้งด้วยตัวเอง เหมือนกับมอบดาบอาญาสิทธิ์ให้กลุ่มอำนาจที่รอจังหวะ กลายเป็นช่องทางให้วิ่งเต้น เสียเงินกับคนกลุ่มเดียว ซึ่งต่อท่อถึงเครือข่ายขาใหญ่ของรัฐบาลตามที่มีกระแสออกมาขณะนี้
ความไม่ชอบมาพากลต่อการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจยังมีหลายประเด็นที่ควรมีการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่นายตำรวจที่มีผลกระทบกับตำแหน่งหน้าที่ ทั้งเรื่องอาวุโส การให้ความเป็นธรรม โดยเฉพาะบางกระแสข่าวที่ว่ามีนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการ หรือผู้กำกับ ที่จะเกษียณในปีนี้ ยื่นใบลาออกก่อนเพื่อเปิดตำแหน่งว่าง โดยมีการใช้เงินจ้างจำนวนหลายล้านบาทและมีการแต่งตั้งตามขึ้นไปได้อีกหลายเก้าอี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ระบบแบบนี้เริ่มมีมาในช่วงยุคของผู้บัญชาการคนดังคนหนึ่งในยุครัฐบาลจากการเลือกตั้งเรืองอำนาจ เพื่อทำบัญชีให้คนของตัวเองขึ้นมาครองเก้าอี้แทน หรือเรียกรับผลประโยชน์จากการซื้อขายตำแหน่ง ขณะที่นายตำรวจใกล้เกษียณก็ได้เงินไปใช้เป็นการตอบแทนก่อนเกษียณอายุราชการเช่นกัน แต่วิธีการเหล่านี้เป็นการทำลายขวัญและระบบความน่าเชื่อถือภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญเบื้องต้นของกระบวนการยุติธรรมท่ามกลางเสียงวิจารณ์ไปในทางลบ เป็นข้าราชการที่อาจเรียกได้ว่า ถูกย่ำยีมาทุกยุคทุกสมัย กลายเป็นเครื่องมือของนักการเมืองทั้งจากการเลือกตั้งและรัฐบาลที่ขึ้นบริหารประเทศจากการยึดอำนาจ
การแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมนี้เอง ยังสร้างความบาดหมางกับคนในกองทัพ เพราะตำรวจไม่น้อยเชื่อว่า เดินวิ่งเด็กฝากมาจากสายทหารไม่น้อย ความหวาดระแวงและความไม่พอใจอาจทำให้ช่องว่างระหว่างองค์กรตำรวจและบรรดาขุนทหารเพิ่มมากขึ้น เพราะทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจตำรวจะตกเป็นเบี้ยล่างจากกลุ่มอำนาจกองทัพเสมอ ท่ี่สำคัญการไม่พอใจดังกล่าวอาจสะท้อนกลับไปเป็นแรงผลักดันให้ตำรวจไม่น้อยหันไปฝักไฝ่ฝ่ายตรงข้าม กลุ่มอำนาจเก่า อย่าลืมว่าตำรวจถือปืนกับกฎหมาย หากเข้าไปรับใช้ส่วนใด ย่อมมีอำนาจทางกฎหมายและอำนาจนอกระบบตามมาด้วย ที่ผ่านมาดูได้จากช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะเห็นว่า มีการกระจายอำนาจผ่านการแต่งตั้งตำรวจ แม้จะส่งตรงจากฝ่ายการเมือง แต่ก็มีการคละเคล้ากระจายไปในหลายกลุ่ม เป็นการแบ่งจัดสรรเค้กกันอย่างลงตัว ไม่ค่อยมีใครโวยวายเพราะสมประโยชน์กันทุกกลุ่ม แต่รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจกลับมีผลประโยชน์อยู่ที่คนกลุ่มเดียว ทำให้ยุคของรัฐบาลเลือกตั้งได้สร้างแรงจูงใจให้คนในองค์กรไม่น้อย ทำงานแบบถวายหัว ดูจากสงครามยาเสพติด มีคนล้มตายกว่า 2,000 คน ท่ามกลางความกังขาว่าเป็นพ่อค้ายาจริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยตำรวจที่ลงมือปฏิบัติการพิเศษแบบนี้ก็ได้รับบำเหน็จรางวัลไป มาถึงยุครัฐบาลที่เชื่อว่ามั่นคงแข็งแกร่งครั้งหนึ่งกลับทำให้ตำรวจเสียขวัญขาดกำลังใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบในทางอ้อมและจะทำให้รัฐบาลต้องเหนื่อยหนักในอนาคตด้วย



