คอลัมนิสต์

นครบาลเตือนสติผู้ใหญ่ป้องกันภัยเด็กนร.

นครบาลเตือนสติผู้ใหญ่ป้องกันภัยเด็กนร.

20 พ.ค. 2559

นครบาลเตือนสติผู้ใหญ่ป้องกันภัยเด็กนร. จัดโครงการ'อย่าลืมหนูไว้ในรถนะ' : สายตรวจระวังภัย โดยกรกมล อักษรเดช

          สัปดาห์แรกของการเปิดเทอม มีเด็กนักเรียนหลายคนเดินทางด้วยรถรับ-ส่งของทางโรงเรียน โดยเฉพาะหนูน้อยวัยเตรียมอนุบาล และชั้นอนุบาล ซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มากนัก หากปล่อยปละละเลย หรือพลั้งเผลอ ก็อาจทำให้เกิดความสูญเสียได้ เนื่องจากมี “บทเรียนราคาแพง” อย่างกรณีของ “น้องอิ้งค์” เด็กหญิงวัย 3 ขวบ 6 เดือน ที่เสียชีวิตภายในรถตู้รับส่งนักเรียน เนื่องจากคนขับรถรับส่งลืมเด็กไว้ในรถจนขาดอากาศหายใจ เหตุเกิดในท้องที่ สภ.บางปู จ.สมุทรปราการ ถือเป็นเหตุการณ์น่าสลด สะเทือนจิตใจของผู้ปกครอง รวมทั้งคนทั่วไปในสังคมอย่างยิ่ง และเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดเป็นครั้งแรก

          ด้วยเหตุนี้ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) โดย พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. ได้เล็งเห็นความสำคัญ ใส่ใจในการดูแลป้องกันภัยให้เด็กนักเรียน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ “ซ้ำรอย” ลืมเด็กไว้ในรถจนเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นอีก ต้องล้อมคอกเตือนสติผู้ใหญ่ จึงได้มีโครงการ “อย่าลืมหนูไว้...ในรถ...นะ” โดยได้จัดทำสติกเกอร์ 4 แบบ กว่า 1,000 แผ่น เพื่อแจกจ่ายให้ผู้ขับรถรับจ้างสาธารณะรับส่งนักเรียน ผู้ปกครอง เพื่อเตือนให้ระมัดระวังกรณีดังกล่าว ทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร โดยได้สั่งการไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ให้แต่ละกองบังคับการ 1-9 สถานีตำรวจนครบาลทุกแห่ง เร่งดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อป้องกันเหตุอันตรายที่ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กทั้งตอนไปโรงเรียน หรือไปกับผู้ปกครองในช่วงวันหยุด

          พล.ต.ท.ศานิตย์ อธิบายว่า จากเหตุการณ์ที่มีเด็กนักเรียน หรือเด็กเล็ก หลงติดอยู่ในรถจนถึงแก่ชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะเกิดขึ้นไม่มาก แต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็จะมีความสูญเสียตามมา นอกจากการรณรงค์ให้ความรู้แก่เด็กเมื่อถูกลืมทิ้งไว้ในรถว่า หากตื่นมาไม่เจอผู้ปกครอง หรือคนขับรถก็ให้กดแตรรถจนกว่าจะมีคนมาเปิดประตู แต่แค่นั้นยังไม่พอ เพราะอาจเกิดการผิดพลาดกันได้ สิ่งสำคัญที่สุดจะต้องให้ผู้ขับขี่รถตระหนัก ไม่หลงลืมเอาใจใส่เป็นพิเศษ โดยการจัดทำสติกเกอร์สามแบบนำมาติดที่หน้ารถตรงคนขับ ข้างประตูคนนั่งข้าง และประตูทางขึ้นลงรถ เพื่อเป็นการเตือนผู้ควบคุมรถว่าอย่าลืมเด็กซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของตัวเองโดยตรง

          “การดำเนินงานต้องประชุมผู้ปกครอง ขอความร่วมมือจากทางโรงเรียน สมาชิกชุมชน ใช้เสียงตามสายเพื่อเฝ้าเตือนทุกระยะ ขอความร่วมมือเตือนกัน รวมถึงอาสาสมัครกู้ภัยช่วยรณรงค์ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เด็กไม่มากก็น้อย พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ปกครองช่วยสอนวิธีบีบแตรรถให้เด็กด้วย เพราะชีวิตเด็ก 1 คน เป็นสิ่งที่มีค่า ไม่ควรจะเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว ซึ่งถ้าคนขับรถได้เห็นได้สังเกตก็คงต้องตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน อย่ามั่นใจว่าเด็กจะมากดแตรเรียกเราได้ เพราะถ้าเป็นเด็กเล็กมากก็เป็นไปได้ยาก จึงอยากจะให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ว่า ชีวิตน้อยๆ ที่จะเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลอันมีค่าของบ้านเมืองเรา จึงจำเป็นจะต้องได้รับการดูแลอย่างดียิ่ง และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก” พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวย้ำ

          นอกจากนี้ในรถตู้ที่รับส่งเด็กนักเรียนจะติดตั้ง “เครื่องเตือนลืมเด็กในรถ” โดยมีภาคเอกชนสนับสนุนทำเครื่องนี้ให้ ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายตามจริงไม่เอากำไร เครื่องจะทำงานเมื่อคนขับลงจากรถแล้วปิดประตู หากลงแล้วยังมีเด็กตกค้างหรือลืมเด็กในรถ เครื่องจะทำหน้าที่ในการตรวจจับความเคลื่อนไหว หากเด็กมีการเคลื่อนไหวเครื่องก็จะส่งสัญญาณเตือนดัง จนกว่าคนขับรถจะมาเปิดประตูและช่วยเหลือเด็ก

          โครงการนี้จะเป็นประโยชน์ ช่วยคุ้มครองชีวิตหนูน้อยวัยเรียนได้มากขึ้น ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยลดความสูญเสีย และเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทุกคนสามารถช่วยกันป้องกันได้ เป็นการดำเนินงานแบบคู่ขนานของตำรวจและกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็ควรมีความใส่ใจรอบคอบ ควรตรวจตราความเรียบร้อยในรถทุกครั้งแม้จะมีหรือไม่มี “สติ๊กเกอร์เตือนสติก็ตาม”