คอลัมนิสต์

ใช้รุนแรงตัดสินปัญหา

ใช้รุนแรงตัดสินปัญหา

19 พ.ค. 2559

ใช้รุนแรงตัดสินปัญหา : บทบรรณาธิการประจำวันที่19พ.ค.2559

              กรณีเกิดเหตุสะเทือนขวัญในมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง เมื่อมีอาจารย์ระดับดอกเตอร์ใช้อาวุธปืนยิงเพื่อนอาจารย์ที่มีดีกรีเป็นดอกเตอร์อีก 2 คนเสียชีวิต ภายในห้องที่กำลังจัดสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาระดับปริญญาโท ถือเป็นเรื่องอุกฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นในแวดวงการศึกษา โดยเฉพาะผู้ก่อเหตุและผู้เสียชีวิตต่างเป็นบุคลากรการศึกษาที่มีคุณภาพและมีคุณค่า ซึ่งต้องสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ว่าต้นเหตุแห่งการกระทำครั้งนี้จะมาจากสาเหตุใดก็ตาม แต่การใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหาย่อมไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่ในทางตรงข้ามมีแต่จะยิ่งสร้างผลกระทบและเกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้น และสะท้อนถึงความเป็นไปของสังคมที่นับวันการใช้ความรุนแรงยิ่งมีมากขึ้นจนกลายเป็นสังคมแห่งความหวาดกลัวและหดหู่ยิ่งขึ้น

              ปัจจุบันการใช้ความรุนแรงในสังคมไทยมีอยู่หลากหลาย แม้ทุกภาคส่วนจะพยายามช่วยกันแก้ไขหรือวางแนวทางป้องกันก็ตาม อาทิ ความรุนแรงในกลุ่มเยาวชนและนักเรียน ที่มักมีเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายจนถึงขั้นเสียชีวิตก็เกิดขึ้นอยู่เสมอ ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวก็มีจำนวนมากไม่แพ้กัน สิ่งที่เกิดคำถามขึ้นมาก็คือจะหาแนวทางหรือวิธีการอย่างไรในการแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงให้ลดน้อยลง และจะมีวิธีการเช่นใดป้องกันเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ ซึ่งจริงแล้วเหตุลักษณะการใช้อาวุธปืนยิงกันในสถาบันการศึกษาครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น จึงต้องมานั่งพิจารณาไตร่ตรองกันว่ามีช่องโหว่อย่างไรบ้าง และสร้างแนวทางเพื่อให้เกิดความรัดกุมมากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้

              ต้องยอมรับว่าสังคมเติบโตมีจำนวนประชากรมากขึ้นตลอดเวลา เมื่อผนวกกับสภาพการแข่งขั้นในด้านต่างๆ รวมทั้งสภาวะแวดล้อม สภาพเศรษฐกิจความเป็นอยู่ ส่งผลให้เกิดความเครียด รวมถึงการเป็นสังคมที่เน้นวัตถุนิยม ประการสำคัญคือเรื่องการยับยั้งชั่งใจและการควบคุมสติอารมณ์ ถ้ามีน้อยลงจึงทำให้มีการหันไปใช้กำลังและความรุนแรงในการแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ ซึ่งไปเกี่ยวโยงกับเรื่องอีคิว หรือ Emotional Quotient ก็คือความฉลาดทางอารมณ์ ที่เป็นความสามารถในการรับรู้และเข้าใจอารมณ์ทั้งของตัวเองและผู้อื่น ตลอดจนสามารถปรับหรือควบคุมได้อย่างเหมาะสมกับสภาพการณ์ ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลก็ให้ความสำคัญเป็นนโยบายในการศึกษาของชาติเพื่อให้เยาวชนมีปัญญาความรู้และสติอารมณ์ที่มั่นคง

              ปัญหาในสังคมไทยมีมากมายและบางเรื่องก็มีความซับซ้อน ซึ่งในระดับบุคคลสามารถมีส่วนป้องกันและยับยั้งความรุนแรงได้ โดยเรียนรู้และฝึกฝนตนเองให้เป็นคนใจเย็น มีเหตุผล ฝึกสมาธิ ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น อย่ายึดตนเองเป็นใหญ่ อยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างโอบอ้อมอารี เข้าใจถึงจิตใจคนรอบข้าง ไม่ตัดสินปัญหาโดยการใช้กำลัง ขณะเดียวกันปัญหาความเห็นต่างทางการเมืองที่เคยเกิดเหตุรุนแรงเป็นวิกฤติการเมืองในอดีตก็เป็นบทเรียนที่ต้องจดจำและต้องพยายามไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย ที่กำลังจะมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกฝ่ายในสังคมต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ มีสติมั่งคงหลีกเลี่ยงการก่อความวุ่นวายที่จะนำไปสู่ความรุนแรง