คอลัมนิสต์

จะต้องรออีกกี่ศพ?

จะต้องรออีกกี่ศพ?

16 พ.ค. 2559

จะต้องรออีกกี่ศพ? : โดยวิธีของเราเอง ไพฑูรย์ ธัญญา

           ข่าวเศร้าสลดต้อนรับวันเปิดเทอม คงไม่มีข่าวไหนเลวร้ายเท่าข่าวเด็กหญิงวัยสามขวบ ถูกขังจนตายคารถตู้ ด้วยความสะเพร่าของคนขับรถ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องทำนองนี้ แต่มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น ผู้ที่เกี่ยวข้องต่างก็ลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจ ทำท่าขึงขังเสียทีหนึ่ง จากนั้นก็ปล่อยให้มันผ่านเลยไป จนกระทั่งมีเรื่องแบบนี้อุบัติซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง จึงค่อยผงกหัวขึ้นมาบิดขี้เกียจอีกที คนเป็นพ่อแม่หัวใจสลาย สังคมเศร้าสะเทือนใจ แต่เราเคยทำอะไรให้มันดีขึ้นมาบ้าง?

           ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ ศวปถ. (ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน) ระบุสถิติการเกิดอุบัติเหตุกับรถรับส่งนักเรียน โดยรวบรวมข้อมูลเฉพาะที่เป็นข่าวในสื่อต่างๆ เอาแค่เดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปี พ.ศ.2558 พบว่า เกิดอุบัติเหตุ 14 ครั้ง เฉลี่ยว่าเกิดขึ้นเดือนละ 2 ครั้ง มีนักเรียนสังเวยชีวิตไป 18 ราย บาดเจ็บกว่า 224 ราย รถรับส่งนักเรียนที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุดคือรถกระบะดัดแปลงหรือรถบรรทุกหกล้อ นี่แค่ข้อมูลคครึ่งเดียวของปีที่แล้ว ยังไม่ได้สืบค้นข้อมูลของปีนี้ เห็นได้เลยว่า การสังหารนักเรียนด้วยรถรับส่งเกิดขึ้นถี่เหลือเกิน ลองสำรวจความเห็นและปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้ ในรูปของการรายงานข่าว การเขียนบทความแสดงความเห็น ก็พบว่ามีอยู่จำนวนไม่ใช่น้อย แต่น่าแปลกที่ปัญหานี้ไม่เคยได้รับการเยียวยาแก้ไขอย่างจริงจังเสียที

           รถรับส่งนักเรียนในเขต ทกม.และปริมณฑล อาจอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดีกว่าและได้มาตรฐานกว่ารถรับส่งนักเรียนตามหัวเมืองต่างจังหวัด สำหรับคนต่างจังหวัด ภาพที่เราเห็นจนชินตาก็คือ โรงเรียนในระดับมัธยมเกือบทุกแห่ง จะมีรถบรรทุกหกล้อที่ดัดแปลงโดยต่อเติมเป็นหลังคาโครงเหล็ก มีที่นั่งที่เราเรียกกันว่า รถสองแถวขนาดใหญ่ จอดรอรับส่งนักเรียนในตอนเย็นหลายสิบคัน ขึ้นอยู่กับจำนวนของนักเรียนที่ใช้บริการ รถรับส่งนักเรียนเหล่านี้ แทบทั้งหมดเป็นรถรับจ้างของชาวบ้าน หรือเอกชนในท้องถิ่น พอโรงเรียนเลิก นักเรียนก็จะพากันขึ้นรถจนแน่นเอี้ยด เรื่องการห้อยโหนไม่ต้องพูดถึง แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ นักเรียนจำนวนหนึ่งขึ้นไปนั่งบนหลังคารถ ทำราวกับรถไฟในประเทศอินเดีย นี่เป็นภาพที่เห็นจนชินตา ไม่น่าเชื่อว่า ทั้งโรงเรียนและเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่มาคอยอำนวยความสะดวกบนถนนหน้าโรงเรียน กลับเพิกเฉยปล่อยให้เกิดภาพเหล่านี้ได้จนเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ไม่น่าจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียว ทุกคนรู้ดีว่า หากมีอุบัติเหตุเฉี่ยวชนเกิดขึ้น ไม่ว่าจะหนักหรือเบา เด็กที่ห้อยโหนอยู่บันไดท้ายและที่นังบนหลังคาจะเจออะไรบ้าง แต่ก็แปลกที่ทั้งผู้ปกครอง โรงเรียน และเจ้าหน้าที่ที่คอยควบคุมกำกับกลับปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติ

           ลองหันมาดูรถตู้โดยสาร ที่รับส่งเด็กนักเรียนเล็กๆ อย่างเด็กอนุบาลหรือเด็กประถมกันบ้าง สภาพก็อย่างที่เราเห็นกันอยู่ รถส่วนใหญ่ก็หมดสภาพที่จะเอามาใช้งาน ในต่างจังหวัดยิ่งแล้วใหญ่ ทุกวันนี้ผู้ปกครองที่เป็นชาวบ้านนิยมให้ลูกหลานของตนไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนในเมือง เพราะคิดว่าได้มาตรฐานกว่าโรงเรียนในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ก็จะใช้บริการรถรับส่งนักเรียนของคนในท้องถิ่นนั่นแหละ ซึ่งทั้งสภาพรถ สภาพคนขับ น่าจะเหมาะที่จะไปขนขยะรีไซเคิล มากกว่ามาส่งเด็กตัวเล็กๆ ที่บางคนยังขึ้นรถเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป รถพวกนี้ส่วนมาก ไม่มีครูหรือพี่เลี้ยงคอยนั่งกำกับตามข้อกำหนด เรื่องนี้จะโทษเจ้าของและคนขับรถอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโทษผู้ปกครองที่ยินยอมมาใช้บริการด้วย แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เช่นกัน เคยจัดการกับพวกรถเหล่านี้ไหม หรือว่าทำได้อย่างเดียวแค่ดักจับมอเตอร์ไซค์ที่ไม่สวมหมวกกันน็อก

           อันที่จริงกฎข้อบังคับและระเบียบของกรมการขนส่งทางบกก็มีอยู่ ข้อบังคับเหล่านี้ควบคุมทั้งคนขับ สภาพรถ และพี่เลี้ยงดูแลประจำรถ ปัญหาของเราก็คือ การบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด มีการผ่อนปรนอะลุ้มอล่วย หรือไม่ก็มีการรับอามิสสินบน ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ เรื่องนี้จะโทษคนขับรถและเจ้าของรถฝ่ายเดียวไม่ได้ หากผู้ปกครองไม่ยินยอมพร้อมใจด้วย ทางโรงเรียนก็เหมือนกัน ขนาดทุกโรงเรียนมีอาจารย์และครูฝ่ายปกครองมายืนกำกับเด็กหน้าโรงเรียน แต่กลับปล่อยให้มีการห้อยโหนขึ้นหลังคารถโดยไม่มีมาตรการใดๆ มาควบคุม พอเกิดอุบัติเหตุเด็กตายขึ้นมา ก็ได้แต่ออกมาดราม่าเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาใส่ใจอย่างจริงจัง ถึงขั้นให้เป็นวาระแห่งชาติ ถ้าเป็นยุค คสช. ก็ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 จัดการปัญหานี้ไปโน่น เชื่อเถิดว่า กรณีเด็กสามขวบถูกขังลืมในรถตู้ อีกไม่นานก็ถูกลืม แล้วทุกอย่างก็ดำเนินไปเหมือนเดิม

           เรื่องพวกนี้จะไม่มีวันเกิดกับลูกหลานของคนชั้นกลาง หรือคนชั้นสูงหรอกครับ เพราะคนกลุ่มนี้เขามีรถส่วนตัวไปรับส่งลูกหลาน ถ้าพ่อแม่ไม่ขับไปรับส่งเอง ก็มีคนขับรถส่วนตัวไปรับ แต่ลูกหลานชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ ก็คงไม่พ้นหันมาพึ่งบริการรถ (มรณะ) รับส่งนักเรียนกันต่อไป และคงได้ตายกันอีกต่อไป