คอลัมนิสต์

ยุทธการกดขวัญนักเลือกตั้ง

ยุทธการกดขวัญนักเลือกตั้ง

16 พ.ค. 2559

ยุทธการกดขวัญนักเลือกตั้ง : กระดานความคิด โดยบางนา บางปะกง

          ประเมินสถานการณ์ สัปดาห์ต่อสัปดาห์ จนมาถึงสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคม ก็แน่ชัดแล้ว คณะทหารในนาม “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” ได้ตัดสินใจเดินหน้าสู่โรดแม็พ “ประชามติ” และ “เลือกตั้ง” เนื่องจากแรงกดดันทางสากลนั้นหนักหนากว่าที่คาด จึงมิอาจยื้อการอยู่ในอำนาจไปได้มากกว่านี้

           ดังนั้น คสช.จึงต้องเปิดเกมรุกทางการทหาร เพื่อให้กระบวนการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญราบรื่น และมองข้ามช็อตไปถึงช่วงการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปี 2560

           สถานการณ์การรุกทางทหารที่ว่านี้ ดูได้จาก 2 ปฏิบัติการพิเศษ คือ “ยุทธการปราบผู้มีอิทธิพล” กับ “ปฏิบัติการเชือดนายทุนรุกป่า”

           จะว่าไปแล้ว นโยบายปราบปรามกวาดล้างผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2559 แต่ไม่ค่อยเป็นข่าว และได้รับความสนใจจากประชาชนมากนัก

           กระทั่งย่างเข้าสู่ห้วงเวลาการทำประชามติ จึงเห็นภาพข่าว พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ด้านความมั่นคง และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้าง เปิดปฏิบัติการ “นครปฐมร่มเย็น” ประสานกำลังทหาร-ตำรวจ เข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมาย 12 จุด ใน จ.นครปฐม เป้าหลักคือ บ้านหลังใหญ่ของคนในตระกูล “สะสมทรัพย์” ไม่ว่าจะเป็น เผดิมชัย สะสมทรัพย์, ไชยา สะสมทรัพย์ และอนุชา สะสมทรัพย์ ทุกคนล้วนเป็นอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย

           จะว่าไปแล้ว “บ้านใหญ่” เมืององค์พระนั้น ได้ถักทอเครือข่ายการเมือง ตั้งแต่ระดับชาติยันท้องถิ่นแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในยุคพรรคไทยรักไทยรุ่งเรือง และร่ำลือกันว่า สามพี่น้อง “สะสมทรัพย์” เป็นสายตรง “บ้านจันทร์ส่องหล้า”

           จึงไม่น่าแปลกใจที่ คสช.พุ่งเป้าไปที่คนในตระกูลนี้?

           ถัดมา พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล เปิดปฏิบัติการ “ปากน้ำปลอดภัย ขจัดภัยผู้มีอิทธิพล” เข้าตรวจค้นปราบปรามผู้มีอิทธิพล อาวุธสงคราม ยาเสพติดในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ จำนวน 13 จุด

           เหมือนเดิมเป้าหมายหลักคือนักการเมือง พรรคเพื่อไทย

           คนแรก วรชัย เหมะ แกนนำ นปช. และอดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย

           คนที่สอง ประชา ประสพดี อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่มีฐานเสียงอยู่ฝั่งพระประแดง

           ปฏิบัติการทั้งสองครั้งที่ผ่านมา เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้มากมาย และหนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่า เป็นการ “กัดขวัญนักเลือกตั้ง”

           นอกจากยุทธการปราบมาเฟียแล้ว ก็ยังมียุทธการทวงคืนผืนป่าภาคพิเศษ

           เมื่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดตัวชุดเฉพาะกิจ “พญาเสือ” เพื่อปฏิบัติการป้องกันการบุกรุกป่าทั่วประเทศ และทวงคืนผืนป่าที่บุกรุกป่าอนุรักษ์อย่างชัดเจน

           ภารกิจแรกของพญาเสือคือ พุ่งเป้าไปที่พื้นที่บุกรุกใหม่ และกลุ่มนายทุน

           ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากไปกว่านั้นคือ การแต่งตั้ง ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษพญาเสือ ซึ่งสื่อมวลชนทราบดีว่า “ชัยวัฒน์” เป็นมือปราบพระกาฬจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตามมาด้วย ประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นรองหัวหน้าชุดพญาเสือ

           เหนืออื่นใด “ชัยวัฒน์” กับ “ประวัติศาสตร์” เป็นเด็กในคาถาของ ดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ คนดัง ที่ได้ชื่อว่าเป็นข้าราชการที่สนองนโยบายให้ฝ่ายการเมืองได้ทันอกทันใจ

           ในวันนี้ ดำรงค์ พิเดช มาเป็นหนึ่งในทีมงานของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงทำให้ชุด ฉก.พญาเสือ ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด อนึ่งก่อนหน้านั้น กรมป่าไม้ได้ตั้งชุดเฉพาะกิจ “พยัคฆ์ไพร” และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตั้งชุดเฉพาะกิจ “ฉลามขาว” ทั้งชุดพญาเสือ, พยัคฆ์ไพร และฉลามขาว จะทำงานในพื้นที่ที่รับผิดชอบ แต่ที่จะมีบทบาทเชิงรุกมากกว่าหน่วยอื่นคือ ชุดพญาเสือ เพราะมี “ดำรงค์ พิเดช” อยู่หลังม่าน เป้าหมายของพญาเสือ จึงอาจพุ่งเป้าไปที่กลุ่มทุนที่ใกล้ชิดฝ่ายการเมือง ทั้งหมดล้วนเป็นยุทธศาสตร์หลัก “การทหารนำการเมือง” ของ คสช.

           กลศึกของ คสช. จึงคล้ายกับกลยุทธ์สามก๊ก ว่าด้วยกลยุทธ์ “จับโจรให้เอาตัวหัวโจก” หรือ “ตีงูให้ตีหัว” เพื่อโจมตีส่วนที่สำคัญที่สุดของข้าศึก ให้ได้รับชัยชนะอย่างสิ้นเชิงในการรบ