คอลัมนิสต์

ไปเยี่ยมยามนักเขียนลาว(2)

ไปเยี่ยมยามนักเขียนลาว(2)

13 พ.ค. 2559

ไปเยี่ยมยามนักเขียนลาว(2) : โดยวิธีของเราเอง ไพฑูรย์ ธัญญา

           ในบรรดานักเขียนลาวร่วมสมัยที่ผมรู้จักมายาวนาน และไปมาหาสู่กันมีหลายคน แต่ที่อยากเอ่ยถึงเป็นพิเศษในที่นี่คือ บุนทะนอง ซมไซผน กับ ดาวเวียง บุดนาโค  ทั้งสองทำให้เรานึกถึงคู่แฝดที่เมื่อเจอคนหนึ่งก็มักจะได้เห็นอีกคนหนึ่ง ผมกับนักเขียนลาวสองคนนี้รู้จักกันก่อนปี 2535 ด้วยซ้ำไป ช่วงนั้นถือเป็นครั้งแรกที่นักเขียนไทยติดต่อพัวพันกับนักเขียนลาว หลังจากที่ลาวเปิดประเทศได้ไม่นาน ผมโชคดีได้มาอยู่ทางอีสาน ในตอนนั้นทางนักเขียนอีสานหลายคน เช่น สมคิด สิงสง และนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น นพสณฑ์ เสฏฐรังสี อาจารย์อรรถ นันทจักร์ ได้เชื้อเชิญนักเขียนลาวมาพบปะนักเขียนไทยทางแถบอีสาน โดยไปพบกันแถวซับแดง ถิ่นของพี่สมคิด สิงสง แล้วเลยไปคุยกันต่อที่น้ำตกตาดโตน จ.ชัยภูมิ

           ถ้าจะใช้ภาษาลาวก็ต้องว่า นี่คือการพบกัน "เทื่อตำอิด" หรือพูดเป็นไทยได้ว่า “เป็นครั้งแรก” พวกเราเวลานั้นยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ต่างฝ่ายต่างอยากรู้อยากเห็นความเป็นไปของอีกฝ่าย สำหรับผม การได้รู้จักนักเขียนลาวเป็นครั้งแรกนับเป็นประสบการณ์ที่แสนวิเศษ และเป็นจุดเริ่มต้นให้เราได้คบหากันเป็นมิตรสหาย นอกเหนือจากมีความรู้สึกร่วมสำคัญอันหนึ่ง คือความเป็นนักคิดนักเขียนเช่นเดียวกัน

           บุนทะนอง ซมไซผน เป็นนักเขียนเรื่องสั้นชื่อดังของลาว ผลงานของเขาได้รับการแปลในหลายภาษา รวมทั้งภาษาไทย ซึ่งนักอ่านเรื่องสั้นชาวไทยไม่น้อยต่างรู้จักชื่อเสียงและผลงานของเขาเป็นอย่างดี เรื่องสั้นที่สร้างชื่อให้แก่บุนทะนอง ซมไซผน อย่างมากคือ เรื่องสั้น "กระดูกอเมริกัน"  เรื่องสั้นเรื่องนี้ผมบอกบุนทะนองว่า นักเขียนไม่มีสิทธิ์เขียนได้ เพราะเราไม่เคยผ่านประสบการณ์สงครามต่อสู้กู้ชาติเช่นพี่น้องทางฝั่งลาวมาก่อน เรื่องสั้นเรื่องนี้ เล่าถึงอดีตทหารในกองทัพกู้ชาติของ สปป.ลาว ที่ไปรับจ้างค้นหาศพทหารอเมริกันที่ตกค้างอยู่ในดินแดนลาว หลังสงครามอินโดจีนสิ้นสุดลง เด็กหนุ่มหวนคำนึงถึงพ่อแม่ของตนที่เสียชีวิตในสงครามด้วยน้ำมือของทหารอเมริกัน โดยที่เขาไม่รู้เลยว่ากระดูกของพ่อกับแม่อยู่ที่ไหน แต่ในวันนี้เขากลับมาขุดหากระดูกของอดีตศัตรูที่เคยเข่นฆ่าพ่อแม่พี่น้องของเขา ผมคิดว่านี่คือเรื่องสันแนวหลังอาณานิคมที่เด่นที่สุดของอาเซียน ซึ่งสะท้อนความรู้สึกและน้ำเสียงของคนที่เคยตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดินิยมอเมริกันอย่างถึงแก่น จึงไม่แปลกที่เรื่องสั้นเรื่องนี้ของเขาทำให้คนเขียนได้รับรางวัลซีไรต์ในปี 2012

           ส่วน ดาวเวียง บุดนาโค นัั้น มีชื่อเสียงในทางกวี แม้จะเขียนเรื่องสั้นด้วยเช่นกัน เขาเขียนกวีนิพนธ์ไว้หลายเล่ม ด้วยบุคลิกแบบคนลาวใต้ บทกวีของเขาส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์สภาพความเป็นไปของสังคมลาวอย่างหาญกล้าเช่นเดียวกับบุนทะนอง ภายหลังเมื่อ สปป.ลาวเปิดประเทศอย่างเต็มที่ และความนิยมในเรื่องเพลงลาวสมัยใหม่มาแรง ดาวเวียงผันตัวเองไปเป็นโปรดิวเซอร์และแต่งเพลงให้นักร้องลาวหนุ่มสาวอยู่พักใหญ่ ชื่อเสียงในทางเป็นครูเพลงของเขา ทำให้หลายคนเรียกเขาว่า "ครูสลาเวียงจันทน์" ได้เต็มปาก นักร้องหลายคนที่เป็นลูกศิษย์ของดาวเวียง มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศ มีเด็กหนุ่มสาวหลายคนอยากให้เขาแต่งเพลงให้ร้อง
          
           สำหรับผมแล้ว ทั้งดาวเวียง และบุนทะนอง คือหัวหอกของนักเขียนลาว ทั้งสองผ่านประสบการณ์ชีวิตมาโชกโชน ทั้งดีและร้าย การเป็นเสรีชนในประเทศที่มีระบอบการปกครองเข้มงวด ไม่สู้จะเป็นผลดีมากนัก อย่างไรก็ตามทั้งดาวเวียงและบุนทะนองก็ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหวทางความคิด เขาเป็นนักเขียนและกวีที่ประวัติวรรณกรรมลาวร่วมสมัยต้องจากรึกชื่อไว้ พวกเขาริเริ่่มอะไรไว้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวงการหนังสือพิมพ์ การทำนิตยสารและวารสาร ล่าสุดบุนทะนองได้เป็นต้นคิดให้มีการรวมกลุ่มนักเขียน กวีและนักสื่อสารมวลชนลาว ร่วมกันก่อตั้งนิตยสาร "ลาวดวงเดือน" ขึ้นมาเมื่อปี 2015 ออกพิมพ์จำหน่ายในวาระพิเศษ การฉลองครบรอบ 40 ปี สปป.ลาว และเรียกกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ร่วมอุดมการณ์เดียวกันนี้ว่า “กลุ่มลาวดวงเดือน”

           การเกิดขึ้นของนิตยสาร “ลาวดวงเดือน” ที่มีบุนทะนองเป็นผู้อำนวยการและดาวเวียงอยู่ในกองบรรณาธิการ ทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศของนิตยสาร “โลกหนังสือ” ของ บก.สุชาติ สวัสดิ์ศรี ในอดีต เพราะนิตยสารฉบับนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่รวมเอานักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนร่วมสมัยของลาวไว้มากที่สุด นี่เป็นนิตยสารที่น่าจับตามองที่สุดในเวลานี้ เพราะไม่ได้สังกัดอยู่ในการสนับสนุนของรัฐบาล หากแต่พวกเขาเป็น กลุ่มอิสระ หาทุนกันเอง นิตยสารที่มีความหนา 150 กว่าหน้าพิมพ์สี่สี อัดแน่นไปด้วยงานวรรณกรรมสร้างสรรค์ของนักเขียนหนุ่มสาว ทั้งเรื่องสั้น บทกวี สารคดี คอลัมน์เกี่ยวกับดนตรีศิลปวัฒนธรรม ที่ดูมีสีสัน สดใหม่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

           นิตยสาร "ลาวดวงเดือน" ถือเป็นดัชนีชี้วัดความคึกคักขยายตัวของวงศิลปะวรรณกรรมลาวร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน พวกเขาสนุกและมีความหวังกับการทำงานครั้งนี้ เมื่อได้คุยกับพวกเขาในระยะสั้นๆ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกชื่นชมและยินดีเป็นกำลัง.