คอลัมนิสต์

กล้าตัดสินใจบนความรอบคอบ

กล้าตัดสินใจบนความรอบคอบ

12 พ.ค. 2559

กล้าตัดสินใจบนความรอบคอบ : บทบรรณาธิการประจำวันที่12พ.ค.2559

           นับเป็นปรากฏการณ์ที่หลายฝ่ายต้องจับตา เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติไม่ต่อใบอนุญาตให้แก่กิจการเหมืองทองคำ โดยให้เวลาไปจนถึงสิ้นปีนี้ในการดำเนินงานเคลียร์เรื่องต่างๆ ให้หมด ทั้งเรื่องในส่วนพนักงานของเอกชน เรื่องการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ตลอดจนการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ ซึ่งต้องยอมรับว่ามติครั้งนี้นับเป็นความกล้าในการตัดสินใจของรัฐบาล เพราะประเด็นต่อสู้ในเรื่องเหมืองแร่และผลกระทบด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม มีการต่อสู้กันมายาวนานนับสิบปี ที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลใดสามารถจัดการปัญหาได้ ส่วนใหญ่ใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเตะถ่วงเวลากันออกไป เพราะเรื่องนี้มีความเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย เรื่องแรงงานที่อยู่ในกิจการเหมืองแร่ ซึ่งมีหลายพันคนเช่นกัน

           เหตุผลหลักตามที่ รมว.อุตสาหกรรมระบุถึงการมีมติยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ และประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ รวมถึงคำขอต่ออายุประทานบัตรด้วย หลังจากช่วงที่ผ่านมาประชาชนได้ร้องเรียนการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำของเอกชนแห่งหนึ่งบริเวณรอยต่อของ จ.พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก จากการลงพื้นที่และตรวจสุขภาพของประชาชนในพื้นที่พบว่าจำนวนมากมีโลหะหนักอยู่ในร่างกายถือว่าเป็นอันตราย และในปัจจุบันเชื่อว่าสำหรับประเทศไทยยังคงไม่มีความจำเป็นมากนัก แม้ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจนว่าผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเกิดจากการทำเหมืองแร่ทองคำ แต่เพื่อประโยชน์ของสังคมและส่วนรวม อีกทั้งเพื่อแก้ปัญหาความแตกแยกของประชาชนในชุมชน

           รัฐบาลมีความเชื่อมั่นว่า การตัดสินใจดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจ หรือการลงทุนในประเทศไทย เพราะเป็นคำสั่งที่มีผลเฉพาะอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกทั้งนโยบายของรัฐเปิดกว้างรับการลงทุนอยู่แล้ว อีกทั้งเห็นว่าไทยยังไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมดังกล่าวมากนัก สะท้อนให้เห็นถึงความสอดคล้องของนักวิชการบางส่วนที่แสดงความเห็นไว้ว่า มติดังกล่าวเป็นแค่กรณีเหมืองทองของบริษัทเอกชนรายเดียวเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าจะปิดทั้งหมด ขณะที่การขยายเวลาให้ถึงสิ้นปีเท่ากับว่าเหมืองยังมีเวลาดำเนินงานต่ออีกระยะหนึ่ง ซึ่งก็อาจจะมีผลกระทบต่อไปอีก และการเยียวยาฟื้นฟูก็เป็นอีกเรื่องสำคัญที่รัฐต้องเข้าไปควบคุมดูแลให้เป็นธรรม

           การเรียกร้องให้ยกเลิกสัมปทานเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเข้าชื่อยื่นคัดค้านต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อรัฐบาลได้แสดงให้เห็นถึงการยึดเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเป็นหลัก และประเมินแล้วว่ารายได้จากอุตสาหกรรมนี้ “ได้ไม่คุ้มเสีย” ก็จะเป็นทิศทางที่ชัดเจนในส่วนเหมืองทองที่เหลือ และอีกด้านรัฐบาลต้องเฝ้าระวังความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย ซึ่งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็เพิ่งรายงานให้ ครม.รับทราบว่า บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกได้เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นการลงทุนระหว่างประเทศ ปี 2016 พบว่าไทยเป็นประเทศที่มีความน่าลงทุนเป็นลำดับที่ 21 โดยในอาเซียนอยู่ในลำดับที่ 2 รองจากสิงคโปร์ ดังนั้นจึงอยู่ที่บทบาทและการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ต้องรอบคอบ