
'โครงการครอบครัวตำรวจสีขาว'สร้างความเชื่อมั่น
'โครงการครอบครัวตำรวจสีขาว'สร้างความเชื่อมั่นสู่สายตาประชาชน : สายตรวจระวังภัย โดยอังสุมา ศรีดอกคำ
ชาวบ้านทั่วไปมักคุ้นชินกับคำว่า “ตำรวจจับตรวจฉี่” ซึ่งหมายถึงตำรวจได้จับผู้ต้องสงสัยที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดไปตรวจปัสสาวะ เพื่อตรวจสอบว่าบุคคลนั้นๆ เสพสารเสพติดมาหรือไม่ แน่นอนว่าทุกสาขาอาชีพมีทั้งคนดีและคนไม่ดี มีความเสี่ยงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติด โดยเฉพาะตำรวจที่เป็นผู้รักษากฎหมาย จึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ และกำจัด “ตำรวจนอกรีต” ออกจากองค์กร จึงได้มี “โครงการครอบครัวตำรวจสีขาว”
โครงการนี้มีการปฏิบัติกันมาช้านาน แต่ไม่ได้เคร่งครัดจริงจัง กระทั่ง พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. เล็งเห็นว่าโครงการนี้สามารถสร้างความน่าเชื่อถือเกิดความเชื่อมั่นระหว่างชาวบ้านกับตำรวจมากขึ้น ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ที่ดี จึงได้ปัดฝุ่นนำมาบังคับใช้อย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งโครงการนี้ได้แนวคิดมาจากการลงตรวจพื้นที่ตาม “โครงการบ้านสีขาว” ที่เป็นชุมชนเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชน โดยมีตำรวจแวะเวียนเข้าไปตรวจเยี่ยม รวมถึงตรวจหาสารเสพติดจากคนในชุมชนเป็นระยะๆ จนทำให้ พล.ต.ท.ศานิตย์ได้ยินชาวบ้านพูดทีเล่นทีจริงว่า “ตรวจแต่ชาวบ้านทำไมไม่ลองตรวจตำรวจดูบ้างล่ะ” หากไม่ใส่ใจฟังดูเผินๆ ก็คงเป็นเรื่องตัดพ้อธรรมดา แต่ “แม่ทัพนครบาล” กลับมองว่าเป็นเสียงสะท้อนจากชาวบ้านที่จะผ่านเลยไปเฉยๆ ไม่ได้ เพราะตำรวจเองก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยงพัวพันกับยาเสพติดได้ไม่แพ้ชาวบ้านทั่วไป ซึ่งที่ผ่านมาก็ปรากฏเรื่องราวหรือข่าวสารที่ตำรวจน้อยใหญ่เข้าไปมีส่วนค้าและเสพยาเสพติดไม่น้อย สร้างความเสื่อมเสีย “มโหฬาร” โดยเฉพาะตำรวจนครบาล ดั่งสุภาษิตไทยที่ว่า “ปลาตายตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง”
พล.ต.ท.ศานิตย์ อธิบายว่า ตำรวจทำผิดแค่คนเดียว ก็ทำให้ภาพลักษณ์เสียหายอย่างมาก เพราะตำรวจเป็นผู้ถือกฎหมายกลับมาทำผิดเสียเอง แม้จะเรียกความเชื่อมั่นเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์กลับมาไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องแสดงให้เห็นว่า ตำรวจส่วนใหญ่นั้นมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง ในปีนี้โครงการครอบครัวตำรวจสีขาว ประเดิมที่ สน.พญาไท เป็นแห่งแรก มี พ.ต.อ.ชณาวิน พวงเพชร ผกก.สน.พญาไท เป็นผู้เปิดโครงการ และมี พ.ต.ท.ปกรณ์ ภาวิไล รอง ผกก.สส., พ.ต.ท.ปรีชา สว่างม่วง รอง ผกก.ป. และ พ.ต.ท.สมชาย กุลเชียร รอง ผกก.จร. โดย รอง ผกก.ทั้ง 3 ฝ่าย คอยกำกับดูแลโครงการนี้ จะทำคล้ายๆ กับ “ยุทธการปิดประตูตีแมว” ซึ่งแจ้งตำรวจทั้งโรงพักว่าจะมีการประชุมใหญ่ร่วมกันทั้งหมด และหลังประชุมกับตำรวจทุกฝ่ายค่อยแจ้งว่าจะมีการตรวจปัสสาวะโดยไม่บอกให้รู้ล่วงหน้า ถ้าตำรวจคนไหนเสพก็โดนแน่ๆ และถึงขั้นให้ออกจากราชการ
ขณะที่ พ.ต.ท.สมชาย บอกว่า ก่อนที่ตำรวจจะออกตรวจชาวบ้าน ตำรวจเองควรจะแสดงความบริสุทธิ์ใจ และความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ การตรวจปัสสาวะที่ สน.พญาไท ครั้งนี้ เริ่มจากการเรียกประชุมทั้งโรงพัก แต่ไม่แจ้งล่วงหน้าว่าจะมีการตรวจหาสารเสพติด เมื่อตำรวจเข้ามาหมดก็ทำการปิดห้องเพื่อตรวจปัสสาวะตั้งแต่ระดับ ผกก. ลงไปจนถึงผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มดูแล ซึ่งในแต่ละกลุ่มจะมีตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาสลับฝ่ายดูแล เช่น ถ้าตรวจตำรวจในสายงานจราจร ผู้ที่กำกับดูแลก็จะมีตำรวจจากสายงานจราจร ปราบปราม ธุรการ และสืบสวน ร่วมกันดูแลเพื่อป้องกันการสลับเปลี่ยนขวดปัสสาวะ และยังป้องกันข้อครหาว่าตรวจกันเองแล้ว อาจมีการเข้าข้างลูกน้อง
“นอกจากจะป้องกันการครหาว่าหัวหน้าเข้าข้างลูกน้องแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน ป.ป.ส. มาเป็นผู้ลงมือตรวจด้วยเพื่อความแม่นยำ และไม่มีการโกงเกิดขึ้นแน่นอน การตรวจครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจทั้งหมด 280 นาย เพื่อตรวจทั้งสารเสพติด 2 ประเภท คือ สารเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน คือสารที่อยู่ในยาบ้ากับยาไอซ์ และสารเสพติดประเภทกัญชา ขณะเดียวกันจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ก็ทราบว่าการจะตรวจพบสารหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งระยะเวลาในการเสพ กับการตรวจ รวมถึงความถี่ในการเสพด้วย หากเป็นผู้เสพประจำ ยาบ้าจะอยู่นานประมาณ 7 วัน และกัญชาอยู่นานเกือบเดือน ซึ่งชุดอุปกรณ์ที่นำมาตรวจมีประสิทธิภาพสูง สามารถแยกได้ว่าสารที่ตรวจพบเป็นสารเสพติด หรือยาแก้ไออีกด้วย” พ.ต.ท.สมชาย อธิบาย
การดำเนินโครงการกับตำรวจ สน.พญาไท ทั้ง 280 นาย ตั้งแต่ระดับผู้กำกับไปจนถึงผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งหมดไม่ปรากฏว่าพบสารเสพติด แสดงให้เห็นว่าโรงพักแห่งนี้เป็น "ครอบครัวตำรวจสีขาว” เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถเรียกความเชื่อมั่นมาสู่ตำรวจในคราวเดียวกัน หากแต่ละโรงพักทั่วประเทศปูพรมตรวจหาสารเสพติดกับตำรวจในสังกัดแบบ “สายฟ้าแลบ” เชื่อว่าจะกำจัดตำรวจนอกรีต ทำให้ประชาชนอุ่นใจได้ไม่น้อย



