
นิยายกับละครทีวี
นิยายกับละครทีวี : ไปสู่ถนนดินลูกรัง โดยเฉลิมศักดิ์ แหงมงาม
เคยมีนิยายผมเรื่องหนึ่ง หลังจากตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนกว่าสามสิบปีก่อน ชื่อ ‘อ้อมอกภูเขา’ แล้วถูกนำไปทำละครทีวีทางช่องเจ็ดสี โดยความกรุณาของคุณสุรางค์ เปรมปรีดิ์ ผู้ดำเนินการในขณะนั้น จำได้ว่า ประมาณปี พ.ศ.2525-2526 ผมยังเป็นนักเขียนหนุ่ม วัยน่าจะยังไม่ชนสามสิบปี ความคิดแล่นปานพายุ เขียนนิยายเรื่องสั้นได้เป็นพายุบุแคม
พอละคร ‘อ้อมอกภูเขา’ เริ่มลงจอ ก็เกิดภาวะวิกฤติทางมวลชนแถบภาคเหนือ ถึงขั้นจะเดินขบวน เพราะไม่พอใจเนื้อหาที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมชาวเขาในยุคนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ปราชญ์แผ่นดินไทยต้องมาเขียนลงในคอลัมน์ซอยสวนพลูสยามรัฐ เพื่อให้นักเขียนตระหนักถึงการศึกษา เก็บข้อมูล ก่อนจะลงมือเขียนงานแต่ละชิ้น
ละครจากยี่สิบกว่าตอน ลดเหลือไม่ถึงยี่สิบตอน ทว่า ก็สร้างชื่อชั้นความเป็นนักเขียนให้ผมพอสมควร หลังจากได้รับรางวัลสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ในยุคที่ยังไม่มีรางวัลวรรณกรรม เกลื่อนกล่นในวงการ นอกจากรางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติและรางวัลขององค์การสหประชาชาติ (สปอ.) ที่เข้ามาร่วมแจมสร้างสีสัน
ที่เขียนเล่ามาทั้งหมด เพื่อเล่าอดีตอันงดงามในยุคโทรทัศน์ยังมีให้ชมเพียงไม่กี่ช่อง นิยายถูกนำไปสร้างเป็นละคร นับได้ว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา ผลตามมาก็คือ หนังสือน่าจะขายดีขึ้นมาบ้าง
หลังจากนั้น ก็ไม่มีนิยายผมเรื่องไหนอีกเลย ที่ถูกติดต่อให้ไปทำละครทีวีทางโทรทัศน์ ทั้งที่ผมก็รู้ๆ อยู่ว่า โทรทัศน์ยอดนิยมบางช่อง ดึงวิธีคิด แก่นของเรื่อง สีสันบรรยากาศในนิยายผมไปทำละครชนิดเนื้อๆ เพียงเปลี่ยนชื่อเรื่องเล็กน้อย สร้างชื่อตัวละครใหม่ ให้ผู้ชมสัมผัสบรรยากาศใหม่ๆ ที่ไม่มีในละครเรื่องใด
ผมได้แต่หวานอมขมกลืน นั่งมองนิยายตนเองถูกดัดแปลงไปเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์นัยน์ตาปริบๆ เปิดปากพูดเฉพาะกับสื่อและเพื่อนนักเขียนใกล้ชิดเป็นบางท่านอย่างรู้สึกสะท้อนใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
นั่นอาจจะเป็นเพราะสังคมเห็นแก่ตัวมากขึ้น ละโมบมากขึ้น มองเห็นแต่ผลประโยชน์ที่กองอยู่เบื้องหน้า ความงดงามทางจิตใจได้ขาดหายไปอย่างสิ้นเชิง โดยไม่มองเลยว่า กว่านักเขียนคนหนึ่งจะเขียนนิยายออกมาสักเรื่องหนึ่ง เขาต้องทำสิ่งไรบ้าง ใช้เวลานานเท่าไร ถึงจะได้นิยายสักเรื่องหนึ่ง ความยาวกว่าสามสี่ร้อยหน้าขึ้นไป
ครั้งหนึ่ง ผมเขียนนิยาย ‘แผ่นดินสงคราม’ ใช้เวลาเกือบสองปีเต็มๆ เก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะเดียวกันผมก็เสี่ยงชีวิตเข้าไปในดงสงครามชนกลุ่มน้อย ท่ามกลางกลิ่นอายสงครามที่คุกรุ่น ไปจับมือกับนายพลโบเมี๊ยะ ไปเห็นค่ายมาเนอปลอร์ว่าเขาอยู่กันอย่างไร
นั่นคือความสนุกในชีวิตช่วงหนึ่งของการรับราชการ โดยไม่รู้สึกรู้สาเลยว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากเกิดการยิงต่อสู้กันขึ้นในขณะนั้น ผมเดินทางรอนแรมบนเรือหางยาวเกือบสองร้อยกิโลเมตร บนสายน้ำแม่ตองยินเชี่ยวกรากล้นเต็มฝั่ง เส้นทางน้ำขนาบด้วยป่า ภูเขา และเหวสูงชัน แล้วเข้าไปนอนในค่ายสงครามกลางป่าลึก
สิ่งที่ผมได้กลับมาคือข้อมูลเนื้อๆ ที่สื่ออยากได้ อยากเห็น เพียงแต่ยุคนั้น ไม่มีใครเข้าไปท่ามกลางป่าดงดิบ
หลังนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ต้นอ้อสองครั้ง กรรมการตัดสินงานวรรณกรรมท่านหนึ่งมากระซิบบอก ถ้าไม่ไปกระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทย-พม่า ปีนั้นผมได้รับรางวัล
จากนั้นอีกไม่นาน ละครทีวีก็ปรากฏโฉมเรื่องราวเกือบจะคล้ายคลึง ผมได้แต่มองนัยน์ตาปริบๆ เพียงเท่านั้น



