คอลัมนิสต์

สถาบันแพทย์ต้องไม่แปดเปื้อน

สถาบันแพทย์ต้องไม่แปดเปื้อน

10 พ.ค. 2559

สถาบันแพทย์ต้องไม่แปดเปื้อน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 10 พฤษภาคม 2259

             การสอบเข้าเรียนในสาขาอาชีพบางสาขา ซึ่งเชื่อได้ว่า จบออกมาแล้วมีงานทำอย่างแน่นอน มักจะมีข่าวทุจริตการสอบแข่งขันอยู่เสมอ ด้วยเงินลงทุนจำนวนมหาศาล จนน่าคิดว่าจะต้องทำงานชดใช้กันกี่ปีกี่ชาติจึงจะหมดหนี้ เว้นเสียแต่ว่าจะรีบเข้าไปโกงกินตักตวงอย่างตะกละตะกลาม นั่นก็ดูเหมือนจะไม่ช็อกสังคมได้มากเท่ากับข่าวคราวขบวนการโกงสอบเข้าเรียนวิชาทางด้านการแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกรรม หรือพูดรวมๆ ก็คือบุคลากรทางการแพทย์ ของมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเมื่อฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยจับได้ก็ออกประกาศยกเลิกการสอบนั้นเสีย ซึ่งในการแถลงข่าวของนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ในวันต่อมา ได้ระบุว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับการคดโกงครั้งนี้คือ ค่าประกันการสอบเข้าได้ และค่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมแล้วเกือบ 1 ล้านบาท

             นายอาทิตย์ยังคาดการณ์ด้วยว่า ขบวนการทุจริตสอบเข้าครั้งนี้น่าจะมีผู้สมัครสอบเข้าใช้บริการอีกจำนวนมาก เพราะไม่เช่นนั้นขบวนการทุจริตก็จะไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และความเสี่ยง ถ้าเป็นจริงตามนั้นก็น่าหวั่นวิตกว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับการสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศ ในเมื่อผู้ที่จะทำหน้าที่แพทย์ผู้มีหน้าที่เยียวยารักษาทุกชีวิต เป็นผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับความเป็นความตายของมนุษยชาติ มีความคิด คดในข้องอในกระดูก ประกอบอาชีพด้วยการรีดเนื้อเถือหนังคนไข้ อย่างแรกก็เพื่อคืนทุนที่เสียไปกับการทุจริต และการศึกษาเล่าเรียนอีกหลายปี ต่อมาก็คือ เพื่อสร้างความร่ำรวยและสุขสบายให้แก่ตนเอง ซึ่งล้วนแต่เป็นการเสาะแสวงไปบนกองทุกข์ของผู้ที่รอคอยความช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากความเจ็บป่วย ร่ำหาลมหายใจนั่นเอง

             ที่ผ่านมาในสังคมไทยปรากฏข่าวทุจริตการสอบแข่งขันอยู่บ่อยๆ ทั้งการสอบเข้าเรียนในสาขาอาชีพที่เป็นที่นิยม ทั้งการสอบเข้ารับราชการ ราวกับจะเป็นเรื่องปกติหรือเป็นของคู่กันของการสอบ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง แม้จะเป็นคนกลุ่มน้อยก็ตาม ไม่ได้มองว่า การทุจริตตั้งแต่ต้นทางนั้นเป็นเรื่องเลวร้าย ในทางกลับกัน พวกเขาอาจเห็นว่า โอกาสของคนเรานั้น สามารถหาซื้อกันได้ด้วยเงินทอง ล้อไปกับค่านิยมทางสังคมที่ถูกครอบงำมาในระบบอุปถัมภ์ และการคอร์รัปชั่นโกงกินที่ซึมแทรกไปทั่วทุกวงการ จนกระทั่งไม่เว้นแม้แต่อาชีพของกลุ่มบุคคลที่ได้รับความน่าเชื่อถือสูงสุด ก็กำลังถูกคุกคามจากบุคคลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแลเห็นแต่เพียงผลประโยชน์ที่จะกอบโกยเพียงด้านเดียว

             กรณีศึกษาจากข่าวทุจริตสอบเข้าศึกษาวิชาทางด้านการแพทย์ที่เป็นประเด็นน่าตกใจของสังคมขณะนี้ ควรจะเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกหน่วยงานได้เร่งสร้างเกราะกำบังไม่ให้กลุ่มผู้คิดคดร่วมกันสร้างขบวนการนำคนไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนเข้าสู่ระบบอันเป็นหน่วยหลักของสังคมให้แน่นหนา ขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินการเอาผิดผู้ร่วมขบวนการอย่างเฉียบขาด พร้อมกับการสร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรม ลบล้างค่านิยมและความเชื่อที่ว่า เงินซื้อได้ทุกสิ่งทุกอย่าง และต้องเข้าใจตรงกันว่า ถ้าหากวิถีของคนเราเริ่มต้นด้วยการทุจริตคิดมิชอบเสียแล้ว ต่อจากนั้นก็หมายถึงการคดโกงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และที่ไม่ควรจะยอมรับได้เลยก็คือ การส่งคนที่มีความผิดมิชอบเข้ามาอยู่ในวิชาชีพที่อยู่กับลมหายใจความเป็นความตายของมวลมนุษย์