
นักเขียนอาชีพ
นักเขียนอาชีพ : ไปสู่ถนนดินลูกรัง โดยเฉลิมศักดิ์ แหงมงาม
กลับจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ผมก็เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดทันที มานั่งเขียนหนังสืออยู่บ้านนอก แดดร้อนอ้าวอบ ชานเมืองที่ความเจริญทางวัตถุยังไม่รุกไล่เข้ามามากนัก ยังพอมีอากาศได้หายใจ มีความสุขสดชื่นตามประสาคนกำลังเดินทางเข้าสู่วัยชรา
ผมเพิ่งจะรู้ตนเองว่า งานที่ทำให้ผมมีความสุขอย่างแท้จริง คืองานศิลปะการเขียนหนังสือ ซึ่ง ณ เวลาขณะนี้ที่ผมกำลังเขียนหนังสือเกือบทุกวัน
เมื่อก่อนจะเกษียณ ผมมัวเพลินกับการรับราชการถึงเกือบสี่สิบปี แต่ผมก็เจียดเวลามาเขียนหนังสือได้บ้างพอสมควร งานราชการเป็นงานเกี่ยวกับชาติบ้านเมืองและผู้คน นับแต่ผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา และที่สำคัญยิ่งก็คือประชาชน
ยิ่งเป็นงานฝ่ายปกครอง ดำรงตำแหน่งนายอำเภอยิ่งแล้วใหญ่ โอกาสเครียด นอนไม่หลับ มีได้เกือบตลอดเวลา เพราะงานในหน้าที่คืองานการแก้ไขปัญหา เกือบทุกอย่างที่ขวางหน้า เกิดวิกฤติขึ้นบนแผ่นดินไทย ไม่ว่า ภัยแล้ง น้ำท่วม การเลือกตั้ง ปากท้องประชาชน การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือหน้าที่ที่ทำอยู่ มีปัญหาเข้ามาสารพัด แต่โชคดีที่ได้เป็นมนุษย์เงินเดือน พอกล้อมแกล้มทำงานไปได้ตามสติปัญญาอันพึงมี
แต่ถ้ามานั่งเขียนหนังสือเป็นอาชีพเพียงอย่างเดียว เหมือนผมกำลังทดลองทำอยู่ในปัจจุบันนี้ ถามว่าพอจะยึดเลี้ยงชีพได้ไหม
ผมว่าหืดขึ้นคอนะครับ ถ้าไม่มีงานประจำทำอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ยกเว้นนักเขียนบางท่านชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และเขียนหนังสืออย่างเคร่งระเบียบ รวมถึงการใช้ชีวิตอย่างสมถะ เรียบง่าย พออยู่พอกิน
งานเขียน ค่าตอบแทนไม่มากนัก สมัยก่อนจึงมีคำค่อนแคะเป็นนักเขียนต้องไส้แห้ง ผมว่าน่าจะจริงแฮะ เพราะสถานการณ์ที่เผชิญก็ฟ้องอยู่แล้ว ผมเขียนหนังสือทุกวันนี้ ประมาณสี่ฉบับต่อเดือน ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคที่เขียนให้ ถึงอย่างไร มองจากค่าเขียนที่ได้รับ ไม่พอใช้จ่ายอย่างแน่นอน
แต่เขียนเพราะรัก ไม่ใช่เขียนเพราะอยากใช้เลี้ยงชีพ ผมอาศัยบำนาญในฐานะข้าราชการเป็นค่าตอบแทน ใช้จ่ายได้อย่างพอเพียงในแต่ละเดือนที่ผ่านไป
แต่คนเขียนหนังสือเป็นอาชีพจริงๆ ผมมองจากตนเองและเท่าที่สดับตรับฟัง ผมว่าน่าจะไม่พอ ขนาดผมนั่งเขียนจริงจังเกือบทุกวันในหนึ่งสัปดาห์ ได้งานเพียงไม่กี่ชิ้น ถ้าจะเอากันจริงๆ คงต้องเพิ่มเวลาการค้นคิดเขียน หรือไม่ก็ต้องเขียนหนังสือเฉพาะกิจ มีเงินค่าตอบแทนอย่างต่อเนื่อง อย่างเป็นกิจจะลักษณะ
เขียนถึงเรื่องนี้ เพราะอยากฝากไปถึงกระทรวงวัฒนธรรมของชาติ ที่ดูแลเรื่องศิลปวัฒนธรรมโดยตรง
เห็นนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยหลายท่านเคยเล่าให้ฟัง เมื่อเดินทางไปสัมมนาต่างประเทศ แวดวงงานเขียนด้วยกันของประเทศแถบอาเซียน เขาจัดงานมหกรรมเกี่ยวกับงานเขียนได้อย่างสบายๆ และยิ่งใหญ่ ทว่าไทยเราเหมือนหืดจะขึ้นคอ
ฟังท่านเล่า นักเขียนต่างประเทศนั่งทำงานด้วยความสบายใจ เพราะรัฐให้การดูแลเอาใจใส่ ทำให้นักเขียนสามารถสร้างสรรค์ผลงาน ไม่มีภาวะวิกฤติดิ้นรนในชีวิตประจำวัน จึงได้เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง
งานเขียนเป็นงานหนัก ใช้สมองกับความคิดเป็นด้านหลัก ผมรับราชการมาก่อน กล้ายืนยันว่า งานเขียนของนักเขียนอาชีพหนักหนาสาหัสสากรรจ์ บางช่วงเวลาหนักกว่าการแก้ไขปัญหาให้ภาคประชาชนด้วยซ้ำ
กระทรวงวัฒนธรรมน่าจะเสนอโครงการรัฐบาลจัดสรรงบประมาณมาเจือจุนงานด้านศิลปะให้มากขึ้น ดีกว่าเอาไปให้เจ้าพ่อชนบทคอร์รัปชั่นระเบิดเถิดเทิง.



