
ม.44โยกย้ายตำรวจ
ม.44โยกย้ายตำรวจ : บทบรรณาธิการประจำวันที่4พ.ค.2559
ตามหลักการบัญชีโยกย้ายตำรวจระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการ จะต้องเสร็จสิ้นอย่างช้าภายในปลายปี อาจมีบ้างบางปีที่เลยมาถึงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ ปีถัดมา แต่การโยกย้ายตำรวจปัจจุบันล่าช้ามากว่า 6 เดือนแล้ว สาเหตุสำคัญคือ บัญชีรายชื่อ ไม่ลงตัว เพราะมีการวิ่งเต้นกันมาก ประกอบกับมีนายตำรวจสายสอบสวนที่ต้องกระจายกันไปตามหน่วยงานระดับภูมิภาคอีกมาก ทำให้รายชื่อนายตำรวจในบัญชีแต่ละกองบัญชาการภาคเบียดแน่นจัดกันไม่ลงตัว อีกประเด็นคือ ผู้บัญชาการภาคบางส่วนเกิดแข็งข้อ ไม่ยอมทำบัญชีรายชื่อตามโผผู้มีอำนาจ และจะใช้อำนาจผู้บัญชาการ เสนอแต่งตั้งคนของตัวเอง ทำให้ผู้มีอำนาจในสายงานนี้ไม่พอใจ เพราะเด็กที่มีการวิ่งเต้นผ่านสายอำนาจใหญ่ไม่ได้โยกย้ายไปตามที่ต้องการ โผแต่งตั้งจึงยืดเยื้อมานาน กระทั่งมีการเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แก้ปัญหาด้วยอำนาจของ มาตรา 44 ทำให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายตกเป็นของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแบบเต็มๆ
การมีอำนาจของ ผบ.ตร. ใช่ว่าทางจะราบเรียบ แม้จะมีอำนาจเต็ม แต่ก็ต้องดูรายชื่อนายตำรวจที่ถูกฝากลงมาจากผู้มีอำนาจด้วย เพื่อให้กองบัญชาการแต่ละแห่งไปจัดทำบัญชีให้ลงตัวก่อนเสนอลงนาม อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้มีการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจชั้นนายพล มีไม่น้อยที่นายตำรวจสายอำนาจเก่าหลุดเข้ามาเป็นหัวหน้าหน่วยเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลกำลังปวดหัวอยู่กับการเคลื่อนไหวที่แหย่ออกมาเป็นระลอกๆ ล่าสุดมีการเคลื่อนไหวถึงขนาดระบุว่า ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของอดีตนายกรัฐมนตรีอยู่เบื้องหลังด้วย ส่วนหนึ่งจึงต้องมีการจัดระเบียบอำนาจภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติระดับปฏิบัติกันใหม่ อย่างน้อยก็เพื่อควบคุมสถานการณ์หรือกำราบบรรดาฐานเสียงที่ใช้อิทธิพลข่มขู่หรือเข้าไปยุยงปลุกปั่นทางการเมืองด้วย การแต่งตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่การโยกย้ายธรรมดา ประกอบกับเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่จะมีเรื่องประชามติเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้ต้องใช้อาวุธทุกชนิดเท่าที่รัฐบาลมีกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่
การใช้ มาตรา 44 ในการแต่งตั้งตำรวจจึงมีนัยอยู่หลายประเด็น เป็นเรื่องที่มีปัจจัยภายนอกและภายใน เช่น การเยียวยานายตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ต้องกลับมาดำรงตำแหน่งเดิม ทำให้บัญชียิ่งไม่ลงตัว และคงปฏิเสธไม่ได้ที่มีบางส่วนใช้เงินซื้อตำแหน่งจากเสียงซุบซิบกันวงในว่า บัญชีแต่งตั้งจะต้องมีทั้งตั๋วและตังค์ประกอบ จึงจะประสบผล ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีเองก็ได้รับข้อมูลแบบนี้ด้วยเช่นกัน จึงต้องให้อำนาจ ผบ.ตร.เพียงคนเดียว เพราะจะได้มีเจ้าภาพรับผิดชอบ หากเกิดปัญหาขึ้นจะได้มีคนรับผิดชอบ ยิ่งมีเสียงกระหึ่มว่า เก้าอี้ใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องมีการเปลี่ยนมือจากคนเก่าสับให้คนใหม่ที่ใกล้ชิดกับศูนย์อำนาจใหญ่เบอร์สองของรัฐบาลด้วยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าทัพตำรวจจึงต้องสังคายนาใหม่ไปพร้อมๆ กัน เมื่อรัฐบาลตัดสินใจใช้ มาตรา 44 ในการแต่งตั้งตำรวจก็คงต้องตามดูอย่างใกล้ชิดว่า กฎหมายพิเศษนี้จะสร้างประโยชน์ให้ใครหรือไม่



