
คืนความสุขแรงงานไทย
03 พ.ค. 2559
คืนความสุขแรงงานไทย : บทบรรณาธิการ วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
ผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงสถานภาพแรงงานไทยที่สำรวจในช่วงใกล้วันแรงงานแห่งชาติ พบว่าปีนี้สถานภาพเศรษฐกิจของแรงงานแย่ที่สุดในรอบ 8 ปี เนื่องจากปัญหารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย มีหนี้สินมากขึ้น โดยเฉลี่ยครอบครัวละ 119,061.74 บาท และพบว่าการกู้ยืมนอกระบบมีสถิติสูงสุดในรอบ 8 ปี นอกจากนี้ผู้ใช้แรงงานเกินกว่าครึ่งเป็นห่วงเรื่องโอกาสในการตกงาน และเห็นว่าโอกาสเปลี่ยนงานใหม่ยังมีน้อย อีกทั้งต้องการให้ปรับรายได้ขั้นต่ำจาก 300 บาทต่อวัน ไปเป็น 360 บาทต่อวัน โดยขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องค่าแรงเป็นอันดับแรก รองลงไปคือนโยบายการให้ความช่วยเหลือแรงงาน ส่งเสริมฝีมือแรงงานและสวัสดิการประกันสังคม
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในวันแรงงานแห่งชาติว่า แรงงานถือเป็นกลไกสำคัญของประเทศ ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ส่วนข้อเรียกร้องทั้ง 15 ข้อของสภาองค์การลูกจ้างสภาลูกจ้างแห่งชาติ (สสช.) ก็พร้อมนำไปพิจารณา ซึ่งบางส่วนเป็นข้อเสนอเก่าที่ได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว แต่จะให้ได้ตามที่เสนอทั้งหมดก็คงไม่ใช่ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้คาดการณ์ไปในข้างหน้า โดยขอให้แรงงานพร้อมในการปรับตัวรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และระบุด้วยว่า ในปี 2560 จะเกิดโรงงานใหม่ๆ 5-6 พันแห่ง เป็นโรงงานสมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น ส่วนรัฐบาลก็มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเป็นผลดีอีกด้านในการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนช่วยกันเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของภาครัฐ
ปัญหาแรงงานไทยที่ยังต้องดำเนินการแก้ไขมีหลายประการ ทั้งเรื่องการศึกษาเพิ่มเติมหรือการพัฒนาทักษะด้านอาชีพ แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ซึ่งภาครัฐมีหน้าที่ต้องส่งเสริมเช่นเดียวกับนายจ้าง หรือตัวผู้ใช้แรงงานเองก็ต้องพยายามหาโอกาสเรียนรู้เพิ่มวิทยฐานะหรือทักษะเพื่อเพิ่มศักยภาพ และสร้างโอกาสให้เป็นที่ต้องการของกลุ่มนายจ้าง ส่วนประเด็นสำคัญอีกประการคือ เรื่องสวัสดิการของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งปัจจุบันมีการเพิ่มสวัสดิการให้แก่ผู้ประกันตนในระดับมาตรฐาน แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่บ้างในระบบประกันสุขภาพที่ยังไม่เท่าเทียมกันกับสวัสดิการข้าราชการและระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ 30 บาท ซึ่งภาครัฐต้องพิจารณาและแก้ไขให้เกิดความเสมอภาพเป็นธรรม
กระทรวงแรงงานได้มีทิศทางและนโยบายแรงงานไทยภายหลังจากการเปิดประชาคมอาเซียน โดยนโยบายสำคัญที่จะขับเคลื่อนประการหนึ่ง คือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศและต้องพัฒนาคน มีการผนึกกำลังทุกภาคส่วน เป็นพลังประชารัฐ โดยได้ประสานความร่วมมือกับ 13 ภาคอุตสาหกรรมหลักและภาคธุรกิจ รวมทั้งกระทรวงหลัก จึงเห็นได้ว่า มีการเตรียมวางแผนในการรับมือและปรับตัวของภาคแรงงานไทยในระดับหนึ่งไว้แล้ว เพียงแต่จะขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายได้ผลเท่าใด ในขณะที่สถานการณ์เฉพาะหน้าที่ภาครัฐจำเป็นต้องตระหนักคือการแก้ไขปัญหาหนี้สินและค่าครองชีพที่สูงขึ้นจนแรงงานไทยถูกบีบรัดอย่างมาก ถ้าจัดการปัญหาเหล่านี้ได้จะช่วยผ่อนคลายไปได้ระดับหนึ่ง



