คอลัมนิสต์

กฎเกณฑ์ต้องชัดเจน

กฎเกณฑ์ต้องชัดเจน

02 พ.ค. 2559

กฎเกณฑ์ต้องชัดเจน : บทบรรณาธิการ วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

 
                    ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติให้ออกประกาศ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ หลังจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา การเตรียมพร้อมของ กกต.ต่อการลงประชามติที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นบันไดสำคัญในการนำพาประเทศกลับคืนสู่การเลือกตั้งและการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย แต่ยังมีความคลุมเครือบนพื้นที่สีเทาว่า สิ่งใดสามารถ “ทำได้” หรือ “ทำไม่ได้” ในช่วงประชามติ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็แล้วเสร็จถึงกรอบของความพอดีในการแสดงความคิดเห็นของกลุ่มคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยว่าอยู่ตรงไหน ซึ่งจะมีผลเมื่อประกาศดังกล่าวลงราชกิจจานุเบกษาแล้วคาดว่าไม่เกินสัปดาห์หน้า
 
                    แต่มีความเห็นจากทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ต่อประกาศของ กกต. ที่กำหนดกฎเกณฑ์ 6 ข้อทำได้ และ 8 ข้อทำไม่ได้ ช่วงก่อนการลงประชามติเพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญ ว่าจะมีความคลุมเครือไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะข้อที่ทำไม่ได้ อาทิ การทำหรือส่งสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่มีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย ปลุกระดมหรือข่มขู่ การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชน เข้าร่วมและมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง การชักชวนให้ใส่เสื้อหรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งในลักษณะรณรงค์ทั่วไป เพื่อนำไปสู่การปลุกระดมทางการเมือง และการใช้เอกสารใบปลิวหรือแผ่นพับที่มีข้อความอันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคายหรือปลุกระดมทางการเมือง
 
                    มุมมองทางการเมืองเห็นว่าการออกหลักเกณฑ์ของ กกต. ยังไม่สามารถทำให้กฎหมายประชามติมีความชัดเจนปราศจากข้อสงสัยได้ เพราะบางข้อความยังคลุมเครือ ที่อาจถูกนำไปใช้ตีความเพื่อให้คุณ ให้โทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ เช่น การทำหรือส่งสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายอันมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ ซึ่งถ้าไม่ก้าวร้าวรุนแรง ปลุกระดม ข่มขู่ก็ย่อมทำได้ หรือการจัดเวทีสัมมนา ถ้าไม่มีเจตนาเพื่อปลุกระดมก็ย่อมทำได้ แต่จะถูกตีความหรือไม่ว่าจะจัดเสวนาต้องมีครบทุกฝ่ายเข้าร่วม ถ้าตีความอย่างนั้น ถ้าหน่วยราชการไม่เข้าร่วมก็จัดไม่ได้ หรือการชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หากไม่ได้ไปเชิญชวนผู้อื่นให้ทำตามก็สามารถทำได้ ต่างๆ เหล่านี้อาจทำให้ผู้ที่มีความเห็นต่างจากร่างรัฐธรรมนูญนี้ต้องสุ่มเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีอยู่ตลอดเวลา
 
                    แม้หลักเกณฑ์ที่ออกมารัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะหวังผลทางด้านจิตวิทยาในแง่การปรามมากกว่าที่จะจับกุม โดยให้คนที่เห็นต่างกระทำการเคลื่อนไหวใดๆ ด้วยความระมัดระวังในการแสดงออกถึงเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม ขณะเดียวกันก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อเนื่องหาร่างรัฐธรรมนูญอย่างบริสุทธิ์ใจมิได้มีการเมืองหนุนหลัง ดังนั้น ความคลางแคลงใจที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงแค่หน่วยงานของ กกต.และหมายรวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแยกแยะ ชี้แจงอย่างเป็นระบบว่าจะมีหลักเกณฑ์ที่มีความชัดเจนขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้ผู้เห็นต่างอย่างสุจริตใจได้มีพื้นที่แสดงความคิดเห็น และเผยแพร่ความคิดเห็นโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย