คอลัมนิสต์

ต้องลงโทษให้ถึงที่สุด

ต้องลงโทษให้ถึงที่สุด

29 เม.ย. 2559

ต้องลงโทษให้ถึงที่สุด : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 29 เมษายน 2559

               ถือเป็นเรื่องพิพักพิพ่วนสะเทือนใจสังคมอย่างร้ายแรง ด้วยในยามวิกฤติภัยแล้งที่กำลังโหมกระหน่ำชาวบ้านแทบทุกหัวระแหงอยู่ในขณะนี้ กลับมีเรื่องเข้ามาซ้ำเติมอย่างที่ไม่ควรจะปล่อยให้เกิดขึ้นได้ หลังจากที่หลายๆ ฝ่ายได้เคยวิพากษ์ท้วงติงกันไว้ล่วงหน้า ขอให้รัฐบาลระมัดระวังให้ดี อาจจะมีกรณีทุจริตโกงกินงบประมาณจากโครงการต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นการเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอันเป็นผลมาจากความแห้งแล้งรุนแรงต่อเนื่องกันมาหลายปี เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับหลายโปรเจกท์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันอุทกภัย รวมถึงเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม ที่เกิดการทุจริตกันแทบจะทุกขั้นตอน ซึ่งสุดท้ายผู้ที่ได้รับเคราะห์ซ้ำกรรมซัดก็หนีไม่พ้นประชาชนตาดำๆ

               เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขาศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) แถลงผลการตรวจสอบโครงการอุดกลบบ่อน้ำบาดาลปีงบประมาณ 2552-2558 พบข้อพิรุธและมีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการทุจริตในงานการดำเนินโครงการดังกล่าวของสำนักพัฒนาน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นงบจากกองทุนพัฒนาน้ำบาดาล ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นด้วยการสุ่มตรวจพบว่า เกิดการทุจริตขึ้นจริง

               พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการป.ป.ท. อธิบายว่า โครงการนี้น่าจะมีความเสียหาย 90% เนื่องจากในฎีกาเบิกจ่ายพบว่ามีใบเสร็จค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเป่าล้างบ่อ ค่าใบเสร็จน้ำปูนซีเมนต์ในการอุดกลบบ่อบาดาล และใบเสร็จค่าจ้างตัดท่อบ่อน้ำบาดาลถูกทำปลอมขึ้นโดยบริษัทที่มีชื่ออยู่หัวใบเสร็จยืนยันว่าปลอม บางรายให้ข้อมูลว่ามีโรงพิมพ์ติดต่อให้ไปรับใบเสร็จทั้งๆ ที่ไม่เคยจ้างผลิต นอกจากนี้พบพยานบุคคลให้การยืนยันว่าไม่ได้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปเป่าล้างบ่อตามที่ระบุในใบเสร็จแต่กลับมีการตั้งเบิกเต็มวงเงิน บางแห่งต้องอุดด้วยซีเมนต์ลึก 70 เมตร แต่เมื่อตรวจสอบพบว่า ผู้รับเหมาอุดกลบเพียง 50 เซนติเมตรเท่านั้น โดยให้เจ้าหน้าที่ระดับซี 2-4 เซ็นรับงานมูลค่าสูง ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า เป็นกลอุบายใช้ “ชั้นผู้น้อย” เข้ามารับผิดชอบ

               อย่างไรก็ตาม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ลงพื้นที่จังหวัดในภาคอีสานในทันทีที่มีรายงานการทุจริตเกิดขึ้น ซึ่งนั่นก็ต้องถือเป็นหน้าที่ในอันที่จะปราบปรามพวกโกงบ้านโกงเมืองหากินบนความทุกข์ยากของชาวบ้าน แต่ที่จะต้องไม่ลืมก็คือ กรณีที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า ปัญหาการทุจริตได้ซึมลึกลงในสังคมไทยอย่างชนิดที่เรียกว่า ลูบตรงไหนก็เจอตรงนั้น มีช่อง มีโอกาสเมื่อไร เป็นต้องหาเศษหาเลยจากภาษีของชาติไม่ว่างเว้นแม้แต่ในห้วงยามที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัส เมื่อหน่วยงานต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบก็ชอบแล้ว แต่เรื่องจะต้องไม่จบเพียงแต่ลงโทษปลาซิวปลาสร้อย เพราะถึงอย่างไร ไม่ว่าระดับสูงจะรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ก็ตาม แต่ก็พึงจะต้องรับผิดชอบด้วย เนื่องจากกรณีทำนองนี้ นอกจากเป็นนโยบายรัฐแล้ว ยังมีสัญญาณเตือนล่วงหน้ากันมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หน