
ผบ.ตร.จับมือตำรวจสากลลุยปราบอาชญากรรมข้ามชาติ
ผบ.ตร.จับมือตำรวจสากลลุยปราบอาชญากรรมข้ามชาติ : สายตรวจระวังภัย โดยเจษฎา จันทรรักษ์
การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของไทย ทำให้มีแรงงาน นักท่องเที่ยว นักลงทุน อาทิ จีน มาเลเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น และอังกฤษ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ในปี 2558 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามากว่า 30 ล้านคน สามารถสร้างรายได้กว่า 2.23 ล้านล้านบาท (รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มจากปี 2557 ร้อยละ 31) ด้วยเหตุนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จึงมีนโยบายดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว และป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ที่อาจแฝงตัวเข้ามา
เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ระบุว่า ความร่วมมือกับนานาประเทศ ทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ได้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งในภูมิภาคอาเซียน และภูมิภาคอื่นๆ ครอบคลุมความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติทุกประเภท โดยมีกิจกรรมหลักที่ดำเนินการร่วมกัน ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนบุคลากร และประสานการปฏิบัติการร่วมกันภายใต้กรอบกฎหมาย และนโยบายของแต่ละประเทศ โดยมีบันทึกความเข้าใจรวม 10 ประเทศ และอยู่ในระหว่างการเจรจาอีก 6 ประเทศ มีการจัดทีมปฏิบัติการร่วม (Joint Task Force) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กับสำนักงานตำรวจเครือรัฐออสเตรเลีย พร้อมทั้งมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยไปประจำสถานทูตต่างๆ สำหรับงานด้านต่างประเทศ และการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รอง ผบ.ตร.เป็นผู้ควบคุมดูแลงานทั้งหมด
ขณะที่ พล.ต.อ.วุฒิ กล่าวว่า ด้านการดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น สมาคมธุรกิจไทยการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม ผู้ประกอบธุรกิจย่านราชประสงค์ พร้อมอาสาสมัครกว่า 2,000 คน รณรงค์เพื่อเพิ่มความเข้มในการกวดขันจับกุมผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่ผิดกฎหมายในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่ก่อให้เกิดทำความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมทั้งจัดประชุมเพื่อหารือแก้ไขปัญหารถแท็กซี่ นำโดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.ตำรวจท่องเที่ยว เป็นแม่งาน ร่วมกับ ตำรวจจราจร และกรมการขนส่งทางบก ร่วมกันกวดขันจับกุม และจัดอบรมแก่ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่กระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ กทม. และทั่วประเทศ มีผลการดำเนินการตั้งแต่ 1 มกราคม-30 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 4,471 ราย
ส่วนด้านคดีสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ อาทิ คดีข่มขืนนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสบนเกาะกูด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีได้อย่างรวดเร็ว โดยมีการลงพื้นที่บนเกาะกูด พร้อมด้วย นางอีท โซเฟีย เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย เพื่อติดตามผลการดำเนินคดี หลังจากมีการจับกุมผู้ต้องหา ซึ่งเป็นแรงงานประมงชาวกัมพูชาจำนวน 5 คน ซึ่งทั้งหมดให้การรับสารภาพ โดยจำนนต่อพยานหลักฐาน ต่อหน้าเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมต่อระบบการตรวจหนังสือเดินทางของไท กับฐานข้อมูลขององค์การตำรวจสากล เพื่อคัดกรองบุคคลที่แฝงตัวเข้าประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันตำรวจสากลมีฐานข้อมูลอยู่ประมาณ 50 ล้านเล่ม โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ภายใน 0.03 วินาทีต่อราย
ด้าน พ.ต.อ.ดร.คมสัน สุขมาก รอง ผบก.สบส. หัวหน้าคณะทำงานประสานงานภาครัฐเอกชนเข้าสู่อาเซียน ตร. กล่าวว่า การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญคือ ความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน ซึ่งถือเป็นมิติที่สำคัญในการนำไปสู่การพัฒนาระบบงานด้านต่างประเทศของตำรวจ และการเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความยุติธรรมให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ตามนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์



