คอลัมนิสต์

พิสูจน์กระดูกปริศนา

พิสูจน์กระดูกปริศนา

27 เม.ย. 2559

พิสูจน์กระดูกปริศนา : บทบรรณาธิการประจำวันที่27เม.ย.2559

              กระบวนการยุติธรรมไทยกำลังถูกพิสูจน์อีกครั้ง หลังจากมีการพบชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์อย่างน้อย 23 จุด ใน อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี และเป็นพื้นที่เขตติดต่อกัน 3 จังหวัด เรียกว่าสุสานก็คงไม่ผิด คำถามคือ กระดูกมนุษย์นั้นมาจากไหนและเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น มีข้อมูลจากคนในพื้นที่ ซึ่งเล่ากันว่า พื้นที่ดังกล่าวในอดีตเป็นที่ที่มีการนำคนมายิงและทำลายหลักฐาน ซึ่งรู้กันดีว่าใครลงมือ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เขตรอยต่อของ อ.บ้านผือ นี่คือพื้นที่สังหาร ทำลายหลักฐาน สำหรับพวกคนร้ายปากแข็ง และมีบางส่วนเข้ามาใช้พื้นที่นี่ก่อคดีด้วยเช่นกัน มีมาตั้งแต่ยุคตำรวจไล่ล่าบรรดาเสือร้ายช่วงหลายสิบปีก่อน ต่อเนื่องมาถึงยุคนายตำรวจนักการเมืองคนดัง ที่ใช้วิธีการตาต่อตาฟันต่อฟัน ทำให้พื้นที่ อ.บ้านผือ กลายเป็นสุสานในที่สุด แม้ปัจจุบันข้อมูลจะยังไม่ชัดว่า กระดูกที่พบเป็นของผู้ใด แต่มีผู้เข้าแจ้งความร้องทุกข์คนหายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งการตั้งข้อสงสัยร้องเรียนกลุ่มนายตำรวจบางส่วน รวมถึงคนร้ายที่มีความขัดแย้งเรื่องส่วนตัว ลามไปถึงแก๊งอุ้มฆ่าเรียกค่าไถ่ ผสมปนกันไปหมด จึงต้องมีการตรวจพิสูจน์อย่างชัดเจน การตรวจดีเอ็นเอกับญาติที่เชื่อว่าหายตัวไป ทำให้เกิดเบาะแสได้ ไม่ใช่ผ่านมาหลายปีหลักฐานเหล่านี้จะหมดไป อยู่ที่ว่าตำรวจจะเอาจริงกับเรื่องนี้แค่ไหน

              ความจริงการตรวจพิสูจน์ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีดีเอ็นเอ เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นตัวตั้งอยู่แล้ว เมื่อมีญาติพี่น้องใครเข้ามาร้องเรียนก็สามารถสาวถึงเงื่อนงำได้ไม่ยาก เพียงแต่ว่าจะหาหรือพิสูจน์ทราบได้หรือไม่ว่ากระดูกที่พบนั้นเป็นของใคร และผลการตรวจเสียชีวิตมายาวนานแค่ไหน ความยากอยู่ตรงนั้น การสาวปมสุสานมนุษย์นั้น ไม่ต่างกับการตามรอยคดีฆาตกรรมปัจจุบัน ที่มีลักษณะคดี ไม่ใช่กลุ่มมือปืนรับจ้างหรือพวกคนร้ายธรรมดา ตำรวจที่เชี่ยวชาญมีประสบการณ์จะมองออกว่า คดีฆาตกรรมแต่ละเรื่องนั้นแนวทางหรือลักษณะการก่อเหตุใครเป็นผู้ลงมือ เป็นวิธีการของตำรวจเองหรือเป็นลักษณะเฉพาะของคนร้าย นักสืบเก่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมองก็รู้ ยิ่งไปดูที่เกิดเหตุก็จะทราบทันที ธรรมชาติของตำรวจกับคนร้ายต่างกัน วิธีการ การกลบเกลื่อนหลักฐานก็ผิดแผก ถึงขนาดตำรวจพื้นที่บางส่วนถึงกับถามกันตรงๆ ว่า ของหน่วยพี่หรือหน่วยน้องหรือเปล่า นี่คือวัฒนธรรมส่วนหนึ่งขององค์กรตำรวจที่มีมายาวนาน

              อีกประเด็นที่น่าสนใจว่า เกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ อ.บ้านผือ และเขตติดต่อ คงต้องย้อนกลับไปถึงยุคสงครามยาเสพติด ที่เป็นนโยบายหักขี้ยวขบวนการค้ายาเสพติด ในช่วงนั้นมีรายงานเป็นทางการว่า ยอดผู้เสียชีวิตกับการค้ายาเสพติด ที่มีการใช้ระดับความรุนแรงสูงสุดคือ การวิสามัญฆาตกรรม หากคนร้ายต่อสู้ ซึ่งกว่า 2,500 คดีที่เกิดขึ้น ยังมีเงื่อนงำข้อสงสัยการตายมากมาย จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า คนตายนั้นเป็นกลุ่มค้ายาเสพติดทั้งหมดหรือไม่ บางส่วนอาจเป็นเหยื่อในสงครามยา แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าใครจะรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่รู้กันว่า คนสีไหนเป็นคนลงมือ เพื่ออะไร ในเมื่อผู้มีอำนาจสมัยนั้นเอาตัวเลขผลงานปราบปรามมาเป็นตัวตั้งในการให้ความดีความชอบ เหยื่อผู้บริสุทธิ์ก็ต้องล้มหายตายจากเพื่อเหยียบศพขึ้นสู่ตำแหน่งหน้าที่การงาน ว่ากันว่าเมื่อต้นธารกระบวนการยุติธรรมเป็นเช่นนี้แล้วความยุติธรรมจะหาได้จากที่ไหน ผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมานาน คดีมากมายที่ตั้งปมสงสัยว่า คนในเครื่องแบบเองหรือไม่ที่นิยมใช้วิธีการแบบนี้ แล้วจะพิสูจน์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมได้อย่างไร ศพที่พบในสุสานบ้านผือ จะเป็นคำตอบว่า องค์กรยุติธรรมยังมีด้านมืดอยู่ตลอดเวลา

 

...................

(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊กTnk Thekop)