
นักเขียน
นักเขียน : ไปสู่ถนนดินลูกรัง โดยเฉลิมศักดิ์ แหงมงาม
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเพิ่งผ่านไปหมาดๆ ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน 2559 กินเวลาเกือบสองสัปดาห์ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่วงการหนังสือ นักเขียน รวมถึงกิจกรรมสินค้าที่เกี่ยวกับหนังสือ
ผมมีโอกาสเข้าไปเพียงวันเดียว จำได้ว่าเป็นวันอาทิตย์ในช่วงสัปดาห์แรก ตั้งใจจะไปเปิดตัวหนังสือตนเองเพิ่งจะวางแผงที่บูธเคล็ดไทย ชื่อหนังสือ "ย่ำไปในรอยฝุ่นสีน้ำตาล” เป็นงานเขียนในคอลัมน์ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ นัดแนะกับสายส่งเป็นอย่างดี นึกว่าบรรยากาศจะคล้ายคลึงเหมือนปีที่ผ่านมา คือไปนั่งเซ็นหนังสือแจกลายเซ็นแฟนคลับ นักอ่านที่สนใจงานเราอย่างสบายๆ ใช้เวลาสักชั่วโมงสองชั่วโมง พอให้นักอ่านได้รู้จักตัวตนคนเขียนหนังสือบ้างเท่านั้น
ทว่าพอไปถึงก็ต้องถอยหลบออกมา เพราะมีพิธีกรชื่อดัง นักจัดรายการทีวีมานั่งแจกลายเซ็นอยู่ก่อนแล้ว นักเขียนเล็กๆ อย่างผมจึงต้องรีบถอย หลบไปอยู่มุมแคบๆ บูธสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย นั่งดูบรรยากาศสักพักใหญ่ๆ ทักทายนักเขียนนักอ่านบ้างพอหอมปากหอมคอ ก็ออกมานั่งรถไฟใต้ดินเดินทางกลับบ้านสมุทรปราการ
ไม่ใช่กลัว หรือว่าเกรงบารมีของดาราแฟนคลับมากมาย เบื้องต้นน่าจะเป็นความผิดตนเองมากกว่าที่ไม่นัดแนะสายส่งอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และไม่รู้ว่าช่วงวันเสาร์อาทิตย์ปีนี้จะเป็นเวลาสำคัญยิ่งของนักเขียน ต้องจองคิว เพื่อไปนั่งแจกลายเซ็นอย่างเป็นระบบ
ผมต้องขอโทษเพื่อนนักอ่านที่อาจจะผ่านไปในวันนั้น แล้วไม่เห็นผม ผมไปแล้วครับ แต่ไม่สามารถเปิดตัวหนังสือตนเองได้ ด้วยสาเหตุดังกล่าวมาข้างต้น
แต่ความเป็นจริงแล้ว ผมค่อนข้างจะอึดอัดกับบรรยากาศเยี่ยงนี้พอสมควร เพราะผมน่าจะเข้าข่ายเป็นนักเขียนเก่าเก็บ ไม่ใช่นักเขียนยุคไฮเทค เพราะมีความรู้สึกอยู่ลึกๆ ภายในใจว่า เป็นนักเขียน หน้าที่หลักคือเขียนหนังสือให้ผู้อ่านอ่านเป็นด้านหลัก ไม่ใช่มานั่งเปิดตัวเป็นดาราเหมือนอย่างทุกวันนี้
สมัยเขียนหนังสือใหม่ๆ ไปให้นิตยสารมีชื่อในอดีตพิจารณา ไม่ว่า ชัยพฤกษ์ วิทยาสาร ชาวกรุง ขวัญเรือน สกุลไทย ฟ้าเมืองทอง ฟ้าเมืองไทย สยามรัฐรายสัปดาห์ มติชน โลกหนังสือฉบับช่อการะเกด บรรณาธิการหนังสือจะมีหน้าที่คัดกรอง ถ้าได้ตีพิมพ์ก็เป็นอันการันตีว่า นักเขียนเกิดแล้ว ยิ่งเขียนนวนิยายเรื่องยาวยิ่งแล้วใหญ่ รับรองชื่อชั้นว่านักเขียนผู้นั้นได้เกิดแล้วในแวดวงวรรณกรรม
แต่ยุคสมัยนี้ นักเขียนน่าจะเริ่มเป็นบรรณาธิการให้ตัวเอง เพราะบางท่านรวมงานเขียนจากสื่อเฟซบุ๊กออกมาเป็นรูปเล่มและมีแฟนคลับติดตามอย่างชัดเจน ถึงขนาดเป็นสายส่งพิมพ์เองขายเองเสร็จสรรพ
ผมจึงค่อนข้างจะนับถือนักเขียนยุคนี้ที่ทำทุกสิ่งด้วยตนเองครบวงจร แม้กระทั่งโฆษณาสรรพคุณหนังสือที่เขียนขึ้นมา โดยอาจไม่ต้องมีบรรณาธิการได้คัดกรอง
ดังนั้น การเปิดตัว แนะนำ วัฒนธรรมแจกลายเซ็น จึงกลับกลายเหมือนสิ่งจำเป็นในการจำหน่ายหนังสือแก่นักอ่านยุคปัจจุบัน
ถึงอย่างไรผมก็ยังยืนยันว่า นักเขียนมีหน้าที่ต้องเขียน และคิดเขียนในสิ่งดีงาม เพื่อหล่อหลอมให้สังคมมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงหมดจดงดงาม หนังสือเล่มใด ให้ปัญญาผู้อ่าน ทำให้มองโลกได้เข้าใจมากขึ้น หนังสือเล่มนั้นจะมีชีวิตยืนยงกลับกลายเป็นหนังสืออมตะ
ผมอยู่ในแวดวงหนังสือ เป็นนักเขียนกับเขาด้วยผู้หนึ่ง อยู่ในแวดวงนี้มาตั้งแต่นุ่งกางเกงขาสั้นไปโรงเรียน จึงขอเขียนถึงบ้าง สักระยะหนึ่ง ยังไม่จบครับ โปรดติดตามฉบับต่อไป.



