คอลัมนิสต์

ยึดสายกลาง-ส่วนรวมเป็นหลัก

ยึดสายกลาง-ส่วนรวมเป็นหลัก

26 เม.ย. 2559

ยึดสายกลาง-ส่วนรวมเป็นหลัก : บทบรรณาธิการประจำวันที่26เม.ย.2559

             หลังจากเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจนครบาล ออกข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร (ชั่วคราว) ว่าด้วยการห้ามรถบางชนิด และล้อเลื่อนลากเข็น เดินบนสะพานข้ามทางร่วม ทางแยก และในอุโมงค์ลอดทางแยก พ.ศ.2559 โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ห้ามรถจักรยานยนต์ รถจักรยานยนต์สามล้อ รถจักรยาน และล้อเลื่อนลากเข็นทุกชนิด วิ่งบนสะพานทางร่วมทางแยก 39 แห่ง และอุโมงค์ 6 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร โดยเป็นมาตรการอยู่ระหว่างช่วงทดลอง 90 วัน ก่อนจะประเมินผลต่อไป ซึ่งมาตรการดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รวมตัวกันเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการนี้ เพราะเห็นว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่เลือกปฏิบัติและไม่เหมาะสม

             มาตรการดังกล่าวย่อมแน่นอนว่ากระทบต่อผู้ใช้รถจักรยานยนต์จนกลายเป็นปมวิพากษ์วิจารณ์และมีความเห็นออกมาสองด้าน ทั้งฝ่ายสนับสนุนเจ้าหน้าที่และฝ่ายที่เห็นใจกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ขณะเดียวกันชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมและตัวแทนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ร่วมกันยื่นฟ้อง 3 หน่วยงาน คือ กองบัญชาการตำรวจนครบาล กรมทางหลวง และกรุงเทพมหานคร ต่อศาลปกครอง ให้พิจารณายกเลิกคำสั่งดังกล่าว โดยระบุว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์กว่า 3.3 ล้านคน ในกรุงเทพฯ นอกจากนี้การออกข้อบังคับหรือกฎหมายควรต้องมีการศึกษาผลกระทบด้านต่างๆ ให้รอบคอบและควรเปิดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นจากหลายกลุ่มเพื่อให้โปร่งใสและเป็นธรรม

             เหตุผลสำคัญของเจ้าหน้าที่ในการออกคำสั่งเนื่องจากเรื่องความปลอดภัยในการใช้ถนนจากปัญหาจราจรติดขัดและมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนสะพานข้ามแยกและอุโมงค์ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นการยึดถือหลักเรื่องความปลอดภัยของผู้ขับขี่เอง ที่ผู้ขับขี่ได้ประโยชน์ แม้อาจต้องเสียสละในบางส่วน แต่เพื่อการป้องกันและลดปัญหาอุบัติเหตุก็น่าจะร่วมมือได้ อย่างไรก็ตามเหตุผลในฝั่งของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์กลับมีมุมมองว่าเป็นการใช้คำสั่งที่ไม่เท่าเทียมเปรียบเสมือนเป็นลูกเมียน้อย ควรมีวิธีผ่อนปรนหรือวิธีการใดที่จะช่วยเหลือบรรเทาทุกข์กลุ่มขับขี่รถจักรยานยนต์ลงได้บ้าง อาทิ การจำกัดห้ามขึ้นสะพานหรืออุโมงค์เป็นช่วงเวลา หรือบางเส้นทางมีพื้นที่เพียงพอให้เลนซ้ายสุดเป็นช่องเดินรถจักรยานยนต์

             ต้องยอมรับว่า สังคมเมืองใหญ่ได้เติบโตและปัญหาจราจรได้กลายเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวในการแก้ไข แม้แต่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างก็ประสบปัญหาจราจรติดขัดและสถิติอุบัติเหตุสูงอยู่ทุกเมืองหลวงและเมืองใหญ่ๆ การนำข้อบังคับด้านจราจรมาใช้เป็นหลักย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อให้เกิดระเบียบและความปลอดภัย แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเปิดพื้นที่รับฟังความเห็นพร้อมไตร่ตรองหาวิธีการเพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์ รวมทั้งคนในสังคมก็ต้องมีความตระหนักรู้และเสียสละในสิ่งที่จำเป็น ขณะเดียวกันก็ต้องเอื้ออาทรในสิ่งที่ให้แก่กันและยอมรับกันได้ด้วย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นสังคมแห่งการขัดแย้งไปหมด จึงควรยึดสายกลาง และประการสำคัญคือ การมีจิตสำนึกถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตน