
'บรรหารบุรี'กับลัทธิจังหวัดนิยม
'บรรหารบุรี'กับลัทธิจังหวัดนิยม : กระดานความคิด โดยบางปะกง
ไม่มีใครปฏิเสธได้หรอกว่า โครงสร้างสังคมไทยยังเป็น “ระบบอุปถัมภ์” ตั้งแต่ส่วนบนยันล่างสุด
“จอมพลสฤษดิ์” ใช้รัฐอุปถัมภ์ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก” ก็ไม่ต่างจาก “ทักษิณ ชินวัตร” ใช้รัฐอุปถัมภ์ ในนาม “ประชานิยม”
ดังนั้น อย่าไปโจมตีแต่ “บรรหาร ศิลปอาชา” ว่าเป็นต้นขั้วระบบอุปถัมภ์ โดยการพัฒนาเมืองสุพรรณบุรีให้เจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน จนคนในจังหวัดอื่นๆ รู้สึกอิจฉา
20 ปีที่แล้ว ดร.โยชิโนริ นิชิซากิ แห่งคณะรัฐศาสตร์ National University of Singapore ได้ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เรื่อง Political Authority and Provincial Identity in Thailand : The Making of Banharn-buri
“นิชิซากิ” จึงมาทำงานวิจัยภาคสนามหาข้อมูลใน จ.สุพรรณบุรี อยู่นาน 7 ปี และค้นคว้าเอกสารหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและตัวเลขสถิติงบประมาณแผ่นดินที่เกี่ยวข้องอีกมากกว่าจะประมวลเรียบเรียงวิเคราะห์เปรียบเทียบออกมาเสร็จสมบูรณ์
เขาสรุปว่า นี่คือ “ลัทธิจังหวัดนิยมแบบบรรหารบุรี"
นักวิชาการชาวญี่ปุ่น ได้ประมวลวิเคราะห์เหตุปัจจัย 4 ประการ ที่เอื้ออำนวยให้เอกลักษณ์จังหวัดแบบบรรหารบุรีก่อตัวขึ้นมาได้
1.ในเชิงประวัติศาสตร์ : มรดกการถูกรัฐละเลยทอดทิ้ง และความทรงจำเกี่ยวกับอดีตอันล้าหลังของ จ.สุพรรณบุรี
2.ในเชิงกิจกรรมทางสังคม : บรรหารทั้งบริจาคเงินอย่างใจกว้าง, เอางบหลวงมาลง, และชี้นำล้วงลึกระดับท้องถิ่นอย่างเข้มงวดถึงลูกถึงคน ซึ่งสะท้อนบุคลิกละเอียดจู้จี้แบบเถ้าแก่หลงจู๊ของเขา
3.ในเชิงสถาบัน : รัฐประชาธิปไตยอุปถัมภ์ (patrimonial democratic state) หลังช่วง 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ทำให้กิจกรรมทางสังคมของบรรหารเป็นไปได้
4.ในเชิงกลุ่มผู้ประกอบการทางการเมือง : เครือข่ายลูกน้องบริวารมหึมาที่คอยตีฆ้องร้องป่าวโฆษณาโครงการพัฒนาต่างๆ ซึ่งทำในนามของบรรหาร
“นิชิซากิ” ระบุว่า “ลัทธิจังหวัดนิยมแบบบรรหารบุรีคือ ฐานที่มาแท้จริงแห่งอำนาจทางการเมืองอันยั่งยืนของบรรหาร..
“บรรหารได้ปลุกชาวสุพรรณ ให้ภาคภูมิใจในความเป็นคนสุพรรณ พวกเขาไม่ต้องอับอายขายหน้าที่จังหวัดตัวเองล้าหลังอีกต่อไป ความภูมิใจรวมหมู่นี้รองรับสิทธิอำนาจอันชอบธรรมของบรรหารในสุพรรณบุรี"
ดังที่ทราบกัน วิทยานิพนธ์ชิ้นนี้มาทำก่อนการเกิดขึ้นปรากฏการณ์ “ประชานิยม” ซึ่งเป็นรัฐประชาธิปไตยอุปถัมภ์ (patrimonial democratic state) ที่ก้าวหน้ากว่า “เงินผันคึกฤทธิ์” เมื่อปี 2518
ยุคไทยรักไทยเฟื่องฟู “บรรหาร” เจอแรงกดดันมหาศาล เพราะพื้นที่โดยรอบ “บรรหารบุรี” ถูก “ทักษิณ” แย่งชิงเก้าอี้ ส.ส.ไปจำนวนมาก จนทำให้คำว่า ภาคกลางคือฐานการเมืองของพรรคชาติไทย ต้องเปลี่ยนไป
พรรคการเมืองของทักษิณ สามารถเบียดยึดได้เกือบทุกจังหวัดในภาคกลาง เหลือพื้นที่ให้พรรคชาติไทย ไม่กี่จังหวัด
การเลือกตั้งปี 2548 มนต์รักประชานิยมระบาดเข้ามาในสุพรรณบุรี เมืองหลวงของพรรคชาติไทย ทำเอา “บรรหาร” ออกแรงหนักกว่าทุกครั้ง เขาเดินสายพบพี่น้องชาวสุพรรณทุกอำเภอ
ถ้าเป็นสมัยก่อน ผู้สมัครพรรคชาติไทยไม่ต้องเหนื่อย แค่เดินไปสมัคร ส.ส. แล้วก็นอนรอวันเข้าไปรายงานตัวที่รัฐสภา
การเลือกตั้งปี 2554 บรรหารก็พลาดจนได้ เมื่อสูญเสียเก้าอี้ ส.ส.ไป 1 ที่นั่งให้แก่พรรคของทักษิณ ที่ อ.เดิมบางนางบวช
หลังจากนั้น บรรหารทุ่มทุกสรรพกำลังพัฒนา “บึงฉวาก” ที่ อ.เดิมบางนางบวช ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิดหน้าชูตาของจังหวัด ไม่แพ้อุทยานมังกรสวรรค์ในตัวเมืองสุพรรณ
ระหว่างเว้นวรรคพักร้อนยาว บรรหารเดินทางไปบึงฉวากแทบทุกวัน เพื่อติดตามงานที่คั่งค้าง
สองสามปีหลัง บรรหารหันมาทำทีมฟุตบอล ตามคำร้องขอของ วราวุธ ศิลปอาชา ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เนื่องจากวราวุธเห็นความสำเร็จของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
กรณีศึกษา “บรรหารบุรี” บอกให้รู้ว่า ระบบอุปถัมภ์ฝังลึกในสังคมไทย ยากที่จะขจัดให้สิ้นไปภายใน 5 ปี ตามที่ คสช.ฝันลมๆ แล้งๆ



