
กฎกติกาต้องชัดเจน
กฎกติกาต้องชัดเจน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 25 เม.ย.2559
การเมืองดูเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ หลังจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.?2559 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะทำให้กระบวนการรณรงค์และชี้แจงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญโดยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สามารถปฏิบัติงานได้ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน เป็นต้นไป ขณะที่ฝ่ายเห็นต่างก็มีการจัดกระบวนทัศน์ต่อต้านอย่างต่อเนื่องในทุกรูปแบบเช่นกัน ด้วยท่วงท่าชัดเจนท้าทายกฎ ระเบียบ ด้านความมั่นคง โดยเฉพาะนักเลือกตั้งบางคนบางกลุ่มที่มักหยิกยกเรื่องประชาธิปไตยขึ้นมาปกปิดความล้มเหลวของตนเองในระหว่างมีอำนาจวาสนาทางการเมือง โดยนึกถึงผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องมากกว่าคนในชาติ ทำให้ประเทศชาติติดหล่มการทุจริตคอร์รัปชั่นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
ถึงแม้จะมีกฎระเบียบหรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างเช่น กรณีห้ามชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน หรือการห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นต้น แต่ก็ยังมีบางพวกที่ออกมาเคลื่อนไหวลองของอำนาจรัฐอยู่เนื่องๆ ต่อกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมการเพื่อทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ในลักษณะไฟสุมขอน โดยวิธีการโลกล้อมประเทศ เห็นได้จากการที่ทูตของประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญอย่างมากกับการรับหนังสือร้องเรียนจากบุตรสาวนายวัฒนา และยิ่งมีองค์กรเอกชนต่างชาติ อย่างองค์การนิรโทษกรรมสากล ผสมโรงให้ปล่อยตัวนายวัฒนาที่ถูกทหารคุมตัวไว้ และหากฝ่ายคัดค้านมองว่า วิธีการนี้ใช้ได้ผลก็จะเป็นโมเดลให้กลุ่มคัดค้านต่างๆ โดยเฉพาะที่เป็นนักศึกษาและเยาวชน เอาเป็นเยี่ยงอย่าง
การออกมาส่งสัญญาณรู้ทันนักการเมือง กลุ่มการเมือง และซีกตรงข้ามรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยระบุชื่อทักษิณ อยู่เบื้องหลังกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่ความเครียดแค้นเกลียดชังบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างถึงเป็นการส่วนตัวเป็นแน่ แต่เพราะข้อมูลที่ชัดเจนจากฝ่ายความมั่นคงและข่าวกรองในแต่ละส่วนพร้อมหลักฐานมัดการกระทำของผู้ที่ไม่หวังดีต่อรัฐบาลและประเทศชาติ ที่มีการจ้างล็อบบี้ยิสต์จากต่างประเทศคอยบอนไซการทำงานของรัฐบาลอยู่เป็นระยะๆ รวมไปถึงเส้นทางเงินที่มีการแจกจ่ายกันเป็นทอดๆ ทั้งในและนอกประเทศ สร้างกระบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมือง มวลชนกลุ่มต่างๆ นักศึกษา นักวิชาการ ในทุกพื้นที่สื่อ ด้วยเป้าหมายหลักล้มล้างรัฐธรรมนูญในช่วงของการทำประชามติ
จากนี้ไปคงต้องจับตาดูความเข้มข้นของกฎหมายการออกเสียงประชามติว่าจะบังคับใช้กับผู้ที่ฝ่าฝืนหรือทันเล่ห์เหลี่ยมขบวนการต่อต้านพวกนี้หรือไม่ ซึ่งมาตรา 6 ระบุชัด ห้ามปลุกระดม ซึ่งหมายรวมถึงยั่วยุ ก่อกวนและทำลายความสงบเรียบร้อยในการลงประชามติ ถ้าเช่นนั้นการปลุกระดมให้คนไม่ไปลงประชามติ หรือให้คนมีความเห็นรับหรือไม่รับ แบบนี้ก็ต้องถือว่าผิดหมด แต่การพูดถือว่าไม่ผิด ส่วนการต่อต้านเชิงสัญลักษณ์ เช่น ติดธง ใส่เสื้อ ติดเข็มกลัดนั้น อาจจะเป็นหรือไม่เป็นการปลุกระดมก็ได้ ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และฝ่ายความมั่นคง ทั้งตำรวจ ทหาร ต้องนั่งหารือ เพื่อกำหนดทิศทาง กติกา ระเบียบให้ชัดเจน และสร้างความเข้าใจร่วมกันทุกฝ่าย



