คอลัมนิสต์

เกาไม่ถูกที่คัน

เกาไม่ถูกที่คัน

22 เม.ย. 2559

เกาไม่ถูกที่คัน : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

            สืบเนื่องจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตในช่วง 7 วันอันตรายของเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ว่าสูงกว่าในรอบหลายปี ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมในการขับขี่ยวดยานของคนไทยว่า ทำไมมันถึงได้แย่เสียขนาดนี้ มันมีมาจากสาเหตุอะไรบ้าง มีหลายคนตั้งคำถามถึงการออกใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์และรถยนต์ว่า มันได้กันมาง่ายเกินไปกระมัง ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้มันยากขึ้น เพื่อจะทำให้คนมีวินัยในการขับขี่มากขึ้น

            ล่าสุดมีข่าวว่านายกรัฐมนตรีได้สั่งให้กรมการขนส่งทางบก ซึ่งมีหน้าที่ในเรื่องนี้ไปทบทวนหลักเกณฑ์ในการสอบใบขับขี่กันใหม่ พอหัวขยับหางก็ส่ายทันที แบบชนิดที่เรียกว่า ขออะไรมาก็รีบ “จัดให้” รวดเร็วทันใจดีแท้ ตอนนี้ดูเหมือนกรมการขนส่งทางบกรับลูกว่า จะปรับหลักเกณฑ์ในการสอบใบขับขี่ โดยเน้นไปที่การสอบข้อเขียนให้มากขึ้น จากแต่เดิมผู้เข้าสอบต้องทำข้อสอบให้ผ่าน 90 เปอร์เซ็นต์ มาเป็นต้องสอบผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์ ฟังแล้วก็ชวนให้ตกใจว่า การสอบใบขับขี่ในประเทศเรากำลังจะเหมือนๆ กับการสอบจอหงวนของประเทศจีนในอดีตแล้วหรืออย่างไร

            ดูเหมือนกรมการขนส่งทางบกจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ เห็นอธิบดีออกมาให้สัมภาษณ์ว่า จะต้องแก้ไขระเบียบว่าด้วยเรื่องนี้กันยกใหญ่ ก็ต้องขอชมเชยกรมการขนส่งทางบก ที่ติดเครื่องทำงานทันทีที่เบื้องบนสั่งการ แต่กระนั้นก็ยังอดเป็นห่วงแทนไม่ได้ในบางเรื่อง

            สิ่งที่น่าห่วงก็คือ ชุดของตรรกะ หรือเหตุผลที่นำมาใช้ตัดสินใจดำเนินการเรื่องนี้ ดูเหมือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเห็นว่า การสอบใบขับขี่ได้กันง่ายๆ ทำให้คนไม่มีวินัยในการจราจร ดังนั้นเพื่อที่จะทำให้คนมีวินัยมากขึ้น การสอบใบขับขี่ โดยเฉพาะภาคความรู้ หรือสอบข้อเขียน จึงต้องให้ยากเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อคนสอบยากขึ้นก็จะมีวินัยมากขึ้น เมื่อมีวินัยมากขึ้น การเกิดอุบัติเหตุก็จะลดลง

            ครับ ตามนี้เลย การให้เหตุผลแบบนี้ พูดแบบชาวบ้านก็ว่า "เกาไม่ถูกที่คัน" คนกำลังคันหลังแต่ไปเกาที่ีสีข้าง แล้วมันจะหายคันได้อย่างไรออถ้าเป็นแพทย์วินิจฉัยโรค รับรองได้เลยว่า คนไข้ไม่หายแน่นอน ดีไม่ดี เข้าทำนองที่ว่า ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต

            คิดกันง่ายๆ แบบไม่ต้องใช้ตรรกะอะไรให้เปลืองสมองหรอก ความรู้เรื่องกฎจราจรแน่นอนว่าสำคัญ แต่ต่อให้ท่องคัมภีร์ของกรมการขนส่งได้จนขึ้นใจ แต่ถ้าคนขับไม่นำมาใช้ในการขับขี่ มันจะเกิดประโยชน์อะไร รู้แต่ไม่ปฏิบัตินี่แหละคือปัญหาต้นเหตุ สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่ไปปรับเกณฑ์ในการสอบให้มันยากขึ้น

            แล้วอะไรละที่จะต้องทำเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตขับขี่? มันก็มีตั้งหลายเรื่องที่จะต้องไปดู เช่น กระบวนการได้มาซึ่งใบขับขี่ของคนไทยทุกคนมันเป็นไปตามระเบียบอย่างเถรตรงหรือไม่ ยังมีการซื้อใบขับขี่ หรือใช่เส้นสายเหมือนในอดีตอยู่อีกหรือไม่ ชนิดที่ว่าใครมีญาติหรือมีเส้นกับเจ้าหน้าที่หรือพนักงานออกใบขับขี่ ก็สามารถได้มาโดยไม่ต้องสอบ เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตหลงเหลืออยู่อีกไหม? เด็กและเยาวชนที่ยังมีอายุไม่ครบตามที่กำหนดจะมีใบขับขี่ได้ ทำไมยังสามารถขับขี่ได้ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ การใช้กฎหมายบังคับทำกันแบบเข้มงวด หรือแค่ดักจับเป็นครั้งเป็นคราว? ทั้งหมดนี้ก็ล้วนแล้วแต่อาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาการขับขี่ยวดยานได้ทั้งสิ้น

            คราวที่แล้วได้เขียนเรื่องนี้ไปเหมือนกันว่า สิ่งสำคัญที่ประเทศนี้ต้องทำก็คือเรื่องการเข้มงวดเรื่องความมีระเบียบวินัยในทุกเรื่องอย่างจริงจัง เป็นระบบและเป็นกระบวนการ ใช้ทั้งกฎหมายและกระบวนการทางสังคม ทางวัฒนธรรม สถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว การศึกษา ชุมชน ต่างต้องออกมาช่วยกัน บางคนบอกว่าลองทำเหมือนประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศสิ ขับรถไม่มีใบขับขี่ ไม่สวมหมวกนิรภัย ต้องมีการลงโทษอย่างหนัก ถึงขั้นยึดรถเป็นของหลวงไปเลย ไม่ใช่ยึดแล้วให้มารับคืนได้เหมือนที่ทำกันในบ้านเรา คนในประเทศเราถ้าเป็นโรค ก็เป็นโรคชนิดชอบดื้อยา จึงต้องจัดยาแรงให้หนักๆ เข้าไว้

            ที่เอาเรื่องนี้มาพูด ไม่ใช่อะไรอื่น แต่ให้รู้สึกหนักใจกับการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่พอมีคำสั่งมาก็จะรีบๆ ทำสนองเจ้านาย แต่ขาดการทบทวน ศึกษาพิจารณาให้รอบคอบ รอบด้าน ทำอะไรแบบกระต่ายตื่นตูม พอทำไปแบบเกาไม่ถูกที่คันมันก็แก้ปัญหาไม่ได้ ดูอย่างเช่นการกำหนดวันปิด-เปิดภาคเรียนแบบอาเซียนที่หน่วยงานต้นสังกัดมหาวิทยาลัยรีบทำสิ มันกลับก่อให้เกิดปัญหาและผลเสียตามมามหาศาลดังที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้ว

            ถ้าหน่วยงานราชการของเราทำงานกันแบบนี้อยู่ร่ำไป ก็ไม่ต้องจ้างข้าราชการหรือพนักงานให้เปลืองเงินเดือนแพงๆ หรอกครับ เอาใครมาทำก็ได้ เพราะดูเหมือนไม่ต้องใช้สติปัญญากันสักเท่าไหร่