คอลัมนิสต์

เตือนภัยร้านทองตรวจสอบให้ละเอียดอาจตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

เตือนภัยร้านทองตรวจสอบให้ละเอียดอาจตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

22 เม.ย. 2559

เตือนภัย ร้านทองตรวจสอบให้ละเอียด หลงเชื่ออาจตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ : สายตรวจระวังภัย โดยดลระวี สุดพุ่ม

            ในยุคที่สภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง ประกอบกับรายได้จากงานที่ทำไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว จึงทำให้เกิดมิจฉาชีพที่มีวิธีการหลอกลวงหลากหลายรูปแบบเหยื่อหลงเชื่อสร้างความเสียหายมากมาย ไม่เว้นแม้แต่ร้านทองที่คนร้ายนำทองรูปพรรณปลอมไปหลอกขาย โดยทองที่นำไปตบตานั้น มีลักษณะที่ละเอียด ดูเผิน ๆเหมือนของจริงทุกประการ ทำให้ร้านทองหลายร้านพลาดท่าให้แก่กลุ่มคนร้ายหลายครั้งแล้ว ล่าสุดมีกลโกงแบบออนไลน์เกิดขึ้นตามมาอีก ตำรวจต้องใช้ความพยายามในการติดตามกลโกงในรูปแบบต่างๆ รายล่าสุด ตำรวจคอมมานโดกองปราบปราม ได้จับกุม น.ส.วรพร หรือพรพรรณ มงคลเมือง วัย 43 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดจันทบุรี ในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งมีพฤติกรรมนำทองคำที่ปลอมแปลงขึ้นมาไปหลอกขายให้ร้านทองใน จ.จันทบุรี

            พ.ต.อ.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบก.ป. เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ผู้เสียหายคือ เจ้าของร้านทองชื่อ “ทองเซ็ง 2” อยู่ที่ ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.จันทบุรี ได้ถูกมิจฉาชีพนำทองปลอมมาหลอกขายที่ร้าน โดยทางชุดสืบสวน กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการปราบปราม หรือคอมมานโด ได้สืบสวนจนสามารถจับกุม น.ส.วรพร โดยได้ข้อมูลว่า น.ส.วรพร พร้อมพวกอีก 7 คน ได้นำทองปลอมไปตระเวนหลอกขายตามร้านทองมาแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ครั้ง ในหลายพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ในท้องที่จ.สุรินทร์ จ.อุบลราชธานี จ.ลำปาง รวมถึงใน กทม.ด้วย ร้านทองหลายแห่งถูกหลอกความเสียหายรวมมูลค่ากว่า 3 แสนบาท

            ด้าน น.ส.วรพร สารภาพว่า ที่ต้องทำแบบนี้เพราะได้กู้เงินเจ้าหนี้รายหนึ่ง แต่ไม่มีเงินผ่อนชำระทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นได้ เจ้าหนี้จึงเสนอช่องทางปลดหนี้ ให้นำทองปลอมไปหลอกขายตามร้านทองต่าง ๆ หากร้านไหนหลงเชื่อ จะได้รับค่าจ้างครั้งละ 250 บาทต่อครั้ง ไม่ได้เลือกพื้นที่ในการก่อเหตุ ร้านไหนหลงเชื่อก็จะเสนอขายทันที เคยถูกตำรวจ สภ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ จับกุมมาแล้วครั้งหนึ่ง และคิดว่าได้เงินง่ายจึงหวนกลับมาก่อเหตุอีกครั้ง ตำรวจเร่งขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนี

            ส่วนอีกรายใช้ช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่เข้าถึงง่ายและสะดวก ซึ่งตำรวจอาจจะต้องใช้ความพยายามในการแกะรอยอย่างเช่นรายของ น.ส.อรุณประภา หรือน้องทราย ยางหลวง อายุ 22 ปี ข้อหาฉ้อโกง โดยพฤติกรรมเปิดเพจเฟซบุ๊กในชื่อ “น้ำตาลทราย” หลอกสมาชิกในเพจกว่า 4,000 คน ให้ร่วมประมูลทองคำสร้างความเสียหายกว่า 2 แสนบาท โดยมีวิธีการแยบยลทำให้เหยื่อหลายรายหลงเชื่อ โดยอ้างว่า สามารถนำทองมาขายในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าผู้ใดจะประมูลไปได้ โดยมีกลโกงให้ผู้ที่ประมูลได้ต้องโอนเงินชำระค่าทองคำดังกล่าวทางบัญชีธนาคาร หลังจากนั้นก็จะมีการส่งมอบของกัน แต่เมื่อเหยื่อโอนเงินตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ก็ไม่ได้ส่งของไปให้ผู้ที่ชนะการประมูลแต่อย่างใด จึงนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู ดำเนินคดีและขยายผลการจับกุมต่อไป

            สำหรับพฤติกรรมของคนร้ายทั้งสองกรณีนั้น พ.ต.อ.พันธนะ เตือนไปยังร้านทองต่างๆ ที่จะรับซื้อทองจากผู้ที่นำทองคำมาขาย ควรมีการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพราะปัจจุบันนี้มิจฉาชีพมีการทำทองคำปลอมขึ้นมาอย่างมากมายและเหมือนของจริงทุกประการ รวมถึงประชาชนที่ใช้ทำธุรกิจผ่านทางโลกออนไลน์ อย่าได้หลงเชื่อกลุ่มแก๊งมิจฉาชีพที่ก่อเหตุในลักษณะนี้ ซึ่งการที่จะลงทุนทำธุรกิจกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักคุ้นเคยกันมาก่อนนั้นจะเสี่ยงกับการโดนมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาในคราบนักธุรกิจหลอกลวงได้ สำคัญที่สุดคือจะต้องระวังอย่าหลงเชื่อไว้ใจใครง่ายๆ และหากคุณสนใจทำธุรกิจผ่านโลกออนไลน์ ก็ควรตรวจสอบให้ละเอียดก่อนว่าที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างเปิดเผย เพื่อป้องกันการถูกต้มตุ๋นได้