
ฝากชะตากับพระพิรุณ
ฝากชะตากับพระพิรุณ : บทบรรณาธิการะประจำวันที่22เม.ย.2559
แม้พายุฤดูร้อนที่พัดพาเอาฝนและลูกเห็บโหมถล่มครอบคลุมหลายพื้นที่ในภาคเหนือและอีสานระหว่างวันที่ 19-21 เมษายน ที่ผ่านมา ตามพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา จะช่วยผ่อนคลายความร้อนของอากาศ ไปพร้อมกับความวิตกกังวลว่าปีนี้ฤดูฝนจะตกต้องตามฤดูหรือไม่ แต่ปริมาณน้ำฝนระดับนี้ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญอันใดกับการกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ทั้งสองภาค กระนั้นก็ยังคาดการณ์กันว่า ภาวะวิกฤติรุนแรงระดับสูงสุดกำลังจะจบสิ้นลงในอีกไม่นานข้างหน้านี้ ด้วยเป็นห้วงสิ้นสุดของปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้ฝนแล้ง และกำลังจะตามมาด้วยลานีญาหรือภาวะฝนตกหนัก นับตั้งแต่ช่วงต้นปีไปจนตลอดฤดูกาล อันหมายถึงประเทศไทยกำลังจะรอดพ้นจากภัยแล้งในไม่ช้า
แต่ในความเป็นจริง สถานการณ์โดยทั่วไป ยังไม่อาจจะไว้วางใจได้ โดยมีรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรคาดการณ์ลักษณะภูมิอากาศในช่วงฤดูฝนที่จะถึงนี้ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนประมาณสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม โดยจะมีฝนอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน-ต้นเดือนกรกฎาคม จะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนจะมีฝนตามปกติ และจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม คาดว่าในช่วงปลายฤดูฝน อาจมี “พายุจร” พัดผ่านเข้ามาในประเทศไทย ส่วนปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศ เหลือน้ำใช้การได้ 11,117 ล้านลูกบาศก์เมตร ถ้ายังไม่มีฝนตกลงมาจะเหลือน้ำเพื่อการดื่มกินใช้สอย และรักษาระบบนิเวศถึงเดือนกรกฎาคมเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีสัญญาณในทางที่ดีว่าภาวะฝนตกจะมาเร็วและเป็นปกติ แต่สภาพความเป็นจริงของทุกวันนี้ก็คือ น้ำต้นทุนในอ่างเก็บของเขื่อนต่างๆอยู่ในห้วงวิกฤติและใช้งานได้ถึงเดือนกรกฎาคมเท่านั้น การประกาศเริ่มต้นฤดูฝนในเดือนพฤษภาคมจึงไม่ได้หมายความว่า เกษตรกรในระบบชลประทานจะสามารถเริ่มต้นปีการผลิตได้ทันที เพราะกรมชลประทานต้องกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ในระดับหนึ่ง ซึ่งก็อาจจะถึงช่วงหลังเดือนกรกฎาคม ที่ประเมินว่า น้ำที่เหลืออยู่ยังพอเหลือใช้ ขณะเดียวกัน เกษตรกรนอกพื้นที่ชลประทาน ก็สามารถเพาะปลูกได้ตามปกติ อย่างที่เรียกกันว่า การเพาะปลูกพืชน้ำฝน คือพึ่งพิงฝนบนฟ้าอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับระบบชลประทาน
ตามสถานการณ์โดยทั่วไปดังกล่าวมานี้ ถ้าหากการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาแม่นยำ ฝนตกต้องตามเวลา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยจะรอดพ้นจากภาวะภัยแล้งในทันทีทันใด ขณะเดียวกัน ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย ในกรณีฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานกว่าที่คาดการณ์ หรือ “พายุจร” ไม่ได้มาถึงดังคาดหมายในปลายฤดู โอกาสที่จะกลับมาทำเกษตรกรรมในระบบชลประทานก็เหลือน้อย ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งปรับแผนรับมือกันอย่างทันท่วงที แต่โดยเฉพาะหน้าก็คือ การดูแลชาวนาในเขตชลประทาน ซึ่งโดยปกติจะเริ่มต้นฤดูการเพาะปลูกในเดือนพฤษภาคม และในปีนี้ก็ต้องเสี่ยงกับภาวะฝนทิ้งช่วง ด้วยวิถีแห่ง “นาน้ำฝน”



