
เสียงสะท้อนมาตรการรัฐ
เสียงสะท้อนมาตรการรัฐ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 21 เม.ย.2559
มาตรการทวงคืนผืนป่าที่ถือเป็นหนึ่งในการปฏิรูปประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวตอนหนึ่งในรายการคืนความสุขให้คนในชาติเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาถึงนโยบายแก้ไขเร่งด่วนของรัฐบาลและ คสช.ถึงมาตรการในเรื่องนี้ว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด เน้นใช้ทั้งนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ควบคู่กันไป มุ่งดำเนินการโดยเฉพาะกลุ่มนายทุน ผู้มีอิทธิพล ในปี 2558 รัฐบาลสามารถทวงคืนผืนป่ากลับมาได้กว่า 3 แสนไร่ และดำเนินคดีผู้บุกรุก 13,000 คดี ขณะเดียวกันรัฐบาลได้เตรียมจัดสรรโครงการที่ดินทำกินให้ประชาชนผู้ยากไร้ 340,413 ไร่ ในพื้นที่ 47 จังหวัด รวม 82 แห่ง รวมทั้งจะเพิ่มพื้นที่จัดสรรที่ดินทำกินอีก 100,000 ไร่ โดยจะนำพื้นที่จากการยึดคืนมาจัดสรรด้วย ถือเป็นมาตรการช่วยเหลือชาวบ้านผู้ด้อยโอกาส
ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนที่คณะกรรมการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐบาลแบบบูรณาการมาตราส่วน 1 : 4,000 หรือวันแม็พ ซึ่งคณะอนุกรรมการด้านเทคนิคได้กำหนดหลักเกณฑ์ออกมาแล้ว 13 ข้อ สอดรับกับพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับที่ดินทั้งหมด เรียงลำดับก่อนหลัง โดยยึดผลประโยชน์ของรัฐเป็นหลัก ซึ่งประมาณเดือนมิถุนายน 2559 จนถึงเดือนกันยายน 2560 จะเข้าสู่โหมดลงพื้นที่ในแต่ละจังหวัดเพื่อขีดเส้นแผนที่ ดังนั้นจะทำให้วันแม็พเป็นแผนที่มาตรฐาน โดยส่วนหนึ่งจะช่วยแก้ปัญหาบุกรุกป่า ที่ล่าสุดพบว่ามีพื้นที่ป่าเหลือเพียง 102,120,417.98 ไร่ หรือร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ประเทศเท่านั้น โดยพื้นที่ป่าลดลงจากปี 2551 กว่า 6 ล้านไร่ เฉลี่ยป่าไม้ลดลงปีละกว่า 1 ล้านไร่ ถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ
การแก้ปัญหาบุกรุกป่ายังมีปัญหาทับซ้อนกันอยู่ โดยกลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน หรือแลนด์วอทช์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ (สปพส.) พบว่า รัฐยังขาดการจำแนกข้อมูลจำนวนผู้ต้องหาที่จับกุมนั้น เป็นนายทุน นักการเมือง เจ้าของโรงงานแปรรูปไม้ เจ้าหน้าที่รัฐ จำนวนเท่าใด และเป็นประชาชนทั่วไปจำนวนเท่าใด ทำให้มีแนวโน้มที่ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมดำเนินคดีจะเป็นเพียงประชาชนที่อยู่ปลายสุดของขบวนการตัดไม้หรือบุกรุกที่ดิน หรือเป็นประชาชนผู้ยากไร้ที่อาศัยในเขตป่าเท่านั้น โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าและกำลังอยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหากับภาครัฐจึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปด้วย จึงจำเป็นที่ภาครัฐต้องแยกแยะต้นตอปัญหาและจัดการให้ถูกต้อง
ขณะเดียวกัน ได้มีตัวแทนชาวบ้านจาก 6 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร ลพบุรี สระบุรี และหนองบัวลำภู ได้เข้ามาร้องเรียนที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณาแก้ไขกฎหมาย กฎกระทรวงและรังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนเพื่อให้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน เนื่องจากเกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรที่ดิน โดยระบุว่าคนที่ได้โฉนดส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือมีฐานะแต่ชาวบ้านที่อยู่กันมาหลายชั่วอายุคนกลับไม่ได้รับสิทธิ์ในผืนดิน จึงต้องการให้รัฐบาลเร่งจัดสรรที่ดินทำกินใหม่และออกโฉนดให้ชาวบ้านที่เป็นคนยากจนตัวจริง ดังนั้นเมื่อมีเสียงเรียกร้องทางรัฐบาลต้องตรวจสอบขั้นตอนและจัดการให้เกิดความโปร่งใส ไม่เช่นนั้นปัญหาจะวนกลับไปสู่ที่เดิม



