คอลัมนิสต์

อุบัติเหตุสงกรานต์ความจริงที่ต้องยอมรับ

อุบัติเหตุสงกรานต์ความจริงที่ต้องยอมรับ

18 เม.ย. 2559

อุบัติเหตุสงกรานต์ความจริงที่ต้องยอมรับ : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

            กลายเป็นประเพณีไปเสียแล้ว สำหรับการรณรงค์และใช้มาตรการควบคุมเพื่อลดอุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่ละปีรัฐทุ่มเงินงบประมาณไปมิใช่น้อยกับการนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำป้ายประชาสัมพันธ์รณรงค์ การตั้งจุดตรวจและอำนวยความสะดวกแก่นักเดินทาง รวมไปถึงการออกมาตรการที่เข้มงวด คือการยึดรถ โดยเฉพาะในยุครัฐบาล คสช.มาตรการในการป้องกันเพื่อลดอุบัติเหตุการจราจรของปีนี้ ดูขึงขังและเอาจริงเอา แต่ผลปรากฏว่าแทนที่จะทำให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตลดลง กลับมียอดพุ่งสูงขึ้นกว่าทุกปี ยังไม่ครบ 7 วันอันตราย แต่ตัวเลขของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วอย่างผิดสังเกต คงถึงเวลาที่เราจะต้องมาทบทวนอย่างจริงจังว่า มาตรการเหล่านี้มันได้ผลมากน้อยแค่ไหน เพราะอะไร และเราจะทำอย่างไรกันต่อไป?

            เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ รัฐบาลชูคำขวัญในการรณรงค์ว่า "สงกรานต์ปลอดภัย ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย สร้างวินัยการจราจร" แต่ดูเหมือนว่าคำขวัญก็คือคำขวัญ มีไว้เพื่อทราบและขึ้นป้าย แต่เป้าหมายนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เอาแค่คำว่า “สงกรานต์ปลอดภัย” ก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง จากการแถลงข่าวของศูนย์อำนวยการป้องกันและรถอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) เมื่อวันที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมา สรุปผลดำเนินงานลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2559 เฉพาะวันที่ 14 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่สี่ของช่วงเวลา "7 วันอันตราย" ปรากฏว่า เกิดอุบัติเหตุ 555 ครั้ง ตาย 78 ราย บาดเจ็บ 61 ราย ส่วนสาเหตุก็เหมือนเดิม คือเมาสุราเป็นหลัก ส่วนยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ จักรยานยนต์ จังหวัดที่เกิดอุบัติสูงสุด คือเชียงใหม่ 26 ครั้ง นี่ยังไม่นับรวมวันที่ผ่านมา รายงานข่าวจากบางสำนักข่าวบอกว่า สูงกว่าปีก่อนๆ ค่อนข้างมาก มันแสดงให้เห็นว่า การรณรงค์ในเรื่องนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่า

            ส่วนเรื่องส่งเสริมวัฒนธรรมไทย อาจได้ผลดีในแง่ที่คนไทยยังคงยึดมั่นต่อการทำบุญในวันสงกรานต์ การให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ถนนทุกสายนำคนกลับบ้าน เพื่อเยี่ยมเยียนพ่อแม่ ญาติมิตร รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ทำบุญสรงน้ำพระ แต่ที่ยังคงเป็นปัญหาบ้างประปราย คือการแต่งกายที่ส่อไปทางอนาจารและพฤติกรรมการเล่นสงกรานต์ของวัยรุ่นที่หมิ่นเหม่ต่อค่านิยมและศีลธรรมอันดี จะน้อยกว่าปีก่อนหรือไม่ ก็ไม่แน่ชัด เพราะปีนี้ คสช.เอาจริงกับการเผยแพร่คลิปเล่นสงกรานต์อนาจาร แต่โดยรวมถือว่าสามารถควบคุม และได้รับความร่วมมืออย่างดีในพื้นที่ที่ทางการกำหนดให้เป็นสถานที่เล่นน้ำกัน แต่ถ้าทางการไม่มาขู่ว่าจะเอาจริงในเรื่องนี้ เราอาจได้เห็นภาพเด็ดๆ กันเหมือนปีก่อนๆ ส่วนคำขวัญท่อนที่ว่า "สร้างวินัยจราจร" นี่แหละเป็นประเด็นสำคัญ ถ้าทำได้มันจะนำไปสู่ "สงกรานต์ปลอดภัย" ได้มากอย่างไม่ต้องสงสัย

            การสร้างเสริมวินัย สำหรับประเทศไทยดูจะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีวินัยไปในเสียทุกเรื่อง ที่สังคมเป็นปัญหากันอยู่ทุกวันนี้ ก็มีเหตุมากจากการที่คนในสังคมขาดวินัยเป็นสำคัญ แต่วินัยเป็นสิ่งที่สร้างไม่ได้ในวันเดียว มันต้องปลูกฝัง อบรมกันยาวนาน เป็นสิ่งที่คนรุ่นหนึ่งต้องส่งต่อให้คนรุ่นหนึ่ง และต้องทำกันอย่างต่อเนื่องจริงจัง จนกลายเป็นนิสัยนั่นแหละ แน่นอน มันต้องใช้ทั้งวิธีการโน้มน้าวชักจูง การอบรมปลูกฝังไปจนถึงขั้นใช้มาตรการบังคับกันทางกฎหมาย และจารีตทางสังคม จะมาทำเอาเป็นช่วงเป็นยามนั้นไม่ได้

            โดยเฉพาะการมีวิจัยการจราจรซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ

            นี่คือสิ่งที่เราต้องมาทบทวนกันแล้ว แค่จำนวนรถมหาศาลบนท้องถนน มันก็หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอุบัติเหตุได้ยาก สิ่งที่เราต้องทำกันอย่างจริงจังและช่วยเหลือกันทุกฝ่าย ทุกสถาบันก็คือการสร้างวินัยให้กับคนในชาตินี่แหละ วินัย 360 องศา วินัยในทุกเรื่อง ไม่ว่าการขับขี่ การทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลในที่สาธารณะ วินัยในการใช้ประโยชน์จากสาธารณสมบัติ ถ้าเราทำกันอย่างเอาจริงเอาจัง มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เข้มงวดเหมือนในบางประเทศ คนไทยก็จะมีวินัยขึ้นมาได้ ไม่ใช่สักทำกันแบบวินัยหน้าเสาธง หรือต่อหน้าสายตาครูของเหล่านักเรียน เพราะลับหลังขึ้นมาก็เหมือนเดิม

            อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลหยุดยาว เป็นเพียงปัญหาปลายเหตุ ถ้าเราไม่ยอมรับความจริงในเรื่องนี้ และเพิกเฉย เลือกใช้แต่มาตรการรณรงค์ชูคำขวัญ ทุกอย่างก็คงเหมือนเดิม เทศกาลหยุดยาวแต่ละครั้ง ก็จะเป็นเทศกาลพากันไปเจ็บและตายอย่างที่เห็นๆ นี่แหละ