
อย่าจุดชนวนวิกฤติรธน.
12 เม.ย. 2559
อย่าจุดชนวนวิกฤติรธน. : บทบรรณาธิการ วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559
ช่วงสงกรานต์นอกจากอากาศร้อนแล้ว ปรากฏว่าอุณหภูมิการเมืองก็ขยับสูงขึ้นด้วย เนื่องจากเป็นช่วงหลังจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายเสร็จสิ้น และมาผนวกกับกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติให้ทำคำถามพ่วงการลงประชามติไปด้วย โดยเป็นปมร้อนที่มีเสียงค้านมาตั้งแต่เริ่มมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา นั่นคือการให้อำนาจ ส.ว.ที่มาจากการสรรหา 250 คน สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส.ได้ ซึ่งประเด็นนี้มีการถกเถียงกันมาและเป็นปมที่สังคมจับตามาตลอดว่า สุดท้ายจะถูกใส่ในร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้ กรธ.ไม่ใส่ไว้แต่ที่ประชุม สนช.ได้โยนโจทย์กลับไปถามสังคมและให้ประชาชนตัดสินใจในการไปใช้สิทธิประชามติ
ขณะที่นักการเมืองและพรรคการเมืองต่างก็แสดงความเห็นค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกันคือ ไม่เอาด้วยกับการให้ ส.ว.โหวตนายกรัฐมนตรี ด้วยเห็นว่าเป็นการต่อท่ออำนาจของกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันและเป็นการให้อำนาจ ส.ว.ควบคุมฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งก็เป็นอีกปมที่ถูกวิจารณ์อย่างมาก และที่ออกมาแสดงจุดยืนอีกพรรคการเมืองคือประชาธิปัตย์ ที่หัวหน้าพรรคมีความชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการให้ส.ว.สรรหาร่วมโหวตนายกฯ ส่วนร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน โดยมีมุมมองว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี และยังไม่เห็นความชัดเจนว่า เป้าหมายของรัฐธรรมนูญต้องการปราบคอร์รัปชั่นนั้นจะเป็นจริงจังได้แค่ไหน แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังสงวนท่าทีไม่ตอบให้ชัดเจนว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
ด้านเสียงสะท้อนจากโลกออนไลน์ได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงท่าทีของบรรดานักการเมืองที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในลักษณะเชิงตั้งคำถามว่า ถ้าหากร่างฯ ฉบับนี้ผ่านการประชามติ เหล่านักการเมืองที่ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญยังคงลงเลือกตั้งภายใต้กติกาฉบับใหม่นี้หรือไม่ ถ้าลงก็เท่ากับกลืนน้ำลายตัวเองหรือเปล่า จนกลายเป็นสถานการณ์แบ่งข้างแบ่งฝ่าย ส่วนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มองว่า การเคลื่อนไหวของนักการเมืองเพราะกลัวว่าจะกลับมาทำเหมือนในอดีตไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาปัญหามากมายไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งคอร์รัปชั่น ธุรกิจสีเทา ปัญหาความแตกแยก ใช้นโยบายประชานิยมจนเกิดเสียหาย พร้อมตั้งคำถามว่า ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงทำให้ประเทศเลวร้ายลงมากกว่าเดิมตรงไหน
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของประเทศที่คนไทยกำลังจะออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจและอธิบายถึงเนื้อหาสาระของร่างกฎหมายนี้ให้ประชาชนเข้าใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีข้อดีอย่างไรบ้างและมีข้อเสียด้านใด ซึ่งส่งผลต่อความสำคัญอีกประการคือจะต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนในสังคมได้แสดงความคิดเห็นต่อร่างฯฉบับนี้ โดยอยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมายลงเสียงประชามติที่ต้องไม่เป็นการชี้นำให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และต้องยอมรับว่า ความเห็นต่างมีอยู่หลากหลาย ต้องไม่ยุยงหรือกระพือให้เกิดความแตกแยกดังเช่นบทเรียนในอดีต และต้องตระหนักว่า ฝ่ายใดก็ตามไม่ควรจุดชนวนวิกฤติการเมือง ซึ่งที่สุดแล้วประชาชนจะใช้วิจารณญาณตัดสินเองว่ารับหรือไม่รับ



