คอลัมนิสต์

'เข็มทิศสายตรวจ' คุมโซนปราบโจร

'เข็มทิศสายตรวจ' คุมโซนปราบโจร

10 เม.ย. 2559

เรื่องเล่าข่าวดัง : 'เข็มทิศสายตรวจ' คุมโซนปราบโจร : โดย...พรรณทิพา จิตราวุฒิพร

 
                    เพราะเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยวทำให้แต่ละปีผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของไทยกลายเป็นเมืองหนึ่งของโลกที่ผู้คนต้องการเดินทางเข้ามา ทำให้มหานครแห่งนี้หนาแน่นไปด้วยผู้คน
 
                    ผู้คนที่มีจำนวนมาก ประกอบกับการเป็นเมืองศูนย์กลางการเดินทางในภูมิภาคทำให้เกิดความหลากหลาย ซึ่งผู้คนที่เข้ามานั้นมีทั้งที่เข้ามาลงทุนทำธุรกิจ เข้ามาท่องเที่ยว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางกลุ่มบางพวกแฝงเข้ามาก่ออาชญากรรม ทั้งที่เป็นเครือข่ายยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบต่างๆ
 
                    การพบศพชาวต่างชาติยัดอยู่ในกระเป๋าลอยอยู่ในคลองโอ่งอ่าง และเมื่อผ่าศพแล้วพบยาไอซ์อยู่ในท้องและทวารมากถึง 58 ก้อน และเมื่อขยายผลแล้วพบว่ามีการทำงานกันเป็นเครือข่าย ลักลอบขนยาเสพติดจากมุมหนึ่งไปยังมุมหนึ่งของโลกโดยมีไทยเป็นทางผ่าน เป็นสิ่งที่ยืนยันให้เห็นเด่นชัดอาชญากรรมระดับโลกไม่ได้ไกลจากไทยเลย
 
                    มีความพยายามอย่างยิ่งยวดของหน่วยงานด้านความมั่นคงที่จะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในทุกรูปแบบ ในจำนวนนั้นรวมถึงความพยายามล่าสุดของกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่เพิ่งลงนามในความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งมหานครนิวยอร์ก ในการพัฒนาระบบ “Big Data” และ “แผนที่อาชญากรรมคอมพิวเตอร์” เพื่อป้องกันอาชญากรรม ภายใต้โครงการ “เข็มทิศสายตรวจ”
 
 
'เข็มทิศสายตรวจ' คุมโซนปราบโจร
 
 
                    แนวทางนี้ พ.ต.ต.ดร.ยิ่งยศ ลีชัยอนันต์ สารวัตรฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 2 กองการต่างประเทศ ได้ไปเรียนรู้รูปแบบการเกิดและการป้องกันอาชญากรรมที่เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้นำมาเสนอต่อผู้บังคับบัญชานำมาประยุกต์ใช้ในไทย กระทั่งมีการนำมาทดลองใช้ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลเป็นที่แรกในไทย
 
                    พ.ต.ต.ดร.ยิ่งยศ บอกว่า สำนักงานตำรวจแห่งมหานครนิวยอร์กได้รับการยกย่องว่าประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาอาชญากรรม โดยในปี พ.ศ.2535 ผู้บัญชาการบิล แบรตตัน หันมาใช้หลักการบริหารงานตำรวจระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data และเทคโนโลยีแผนที่อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ผลปรากฏว่า ภายในปีแรกที่เริ่มใช้ตัวเลขการเกิดอาชญากรรมในมหานครนิวยอร์กลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 530,000 เหตุ เหลือเพียง 106,000 เหตุ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535-2557 แม้จำนวนประชากรในเมืองนิวยอร์กจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 7,332,564 คน ในปี พ.ศ.2535 เป็น 8,475,500 คน ในปี พ.ศ.2557 ซึ่งหลังนครนิวยอร์กประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาอาชญากรรมเทคโนโลยีที่เรียกว่าแผนที่อาชญากรรมคอมพิวเตอร์แบบเรียลไทม์ถูกนำไปใช้ใน 49 ประเทศทั่วโลก 
 
                    “ในปี 1994 สำนักงานตำรวจแห่งมหานครนิวยอร์กใช้ครั้งแรก อาชญากรรมลดลงทันทีจากคดีความผิดฆาตกรรม 2,000 คดี ลดเหลือ 300 คดีในปีแรก รวมถึงคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์ก็ลดลง ประชาชนก็จะรู้สึกถึงความปลอดภัยทันที เพราะรูปแบบการป้องกันอาชญากรรมเราต้องศึกษาและวิเคราะห์ก่อน โดยมีนักวิเคราะห์ที่มีความชำนาญในลักษณะเหมือนปัญหาอยู่ที่ไหนเราค่อยไปแก้ และต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด รวดเร็ว ใช้กำลังตำรวจที่มีจำนวนจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการใช้ระบบป้องปรามมากกว่าการสืบสวน ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ที่เน้นการทำงานเชิงรุก ไม่ต้องรอให้ผู้เสียหายหรือเหยื่อโดนก่อน และค่อยโทรศัพท์หาตำรวจให้ตำรวจออกไประงับเหตุ แต่อันนี้เราจะป้องกันไม่ให้เหตุเกิดตั้งแต่ต้น” พ.ต.ต.ดร.ยิ่งยศ ระบุ
 
                    ขณะนี้ระบบของเมืองนิวยอร์กล้ำหน้าประเทศไทยไปมาก จุดเสี่ยงต่างๆ ที่มีผู้ใดนำกระเป๋าไปวางเกิน 20 นาที จะสามารถรู้ได้ว่ามีคนนำกระเป๋าไปวาง จากนั้นเจ้าหน้าที่จะซูมภาพจากกล้องวงจรปิดเข้าไปในกระเป๋าว่าข้างในมีอะไรบ้างและเป็นอันตรายหรือไม่ เพื่อให้ตำรวจเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งระบบนี้เรียกว่า “โดเมนอะแวเนสซิสเทม” เป็นระบบที่ไมโครซอฟท์ทำร่วมกับเอ็มวายพีดีในการเขียนโปรแกรมตัวนี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นลักษณะของกล้องวงจรปิดที่เป็นการเชื่อมข้อมูลระบบทั้งหมดระหว่างกล้องเอกชนกับรัฐบาลมารวมไว้กับตำรวจ หรือแม้กระทั่งการขับรถเร็วก็สามารถดึงภาพมาดูได้ว่า ขณะนี้รถคันนี้วิ่งอยู่เส้นทางไหนของเมือง แต่ในประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการศึกษา
 
 
'เข็มทิศสายตรวจ' คุมโซนปราบโจร
 
 
                    นอกจากนี้สารวัตรฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 2 กองการต่างประเทศ ยังระบุอีกว่า ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของเอเชีย ที่สำนักงานตำรวจแห่งมหานครนิวยอร์ก มาให้ความช่วยเหลือหน่วยงานตำรวจของไทยในการพัฒนาระบบ Big Data และแผนที่อาชญากรรมคอมพิวเตอร์เพื่อป้องกันอาชญากรรม ที่ทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 (บก.น.6) กำลังดำเนินการอยู่ เนื่องจากอาชญากรรมในเมืองนิวยอร์กกับกรุงเทพมหานครมีความเหมือนกันมาก นิวยอร์กมีประชากรประมาณ 9 ล้านคน มีประชากรหนาแน่น ขณะที่พื้นที่ของเมืองนิวยอร์กเล็กกว่ากรุงเทพมหานครครึ่งหนึ่ง โดยปัญหาอาชญากรรมส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในแหล่งที่มีนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติและเป็นแหล่งที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น เพราะฉะนั้นคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์จะใกล้เคียงกัน ส่วนด้านกำลังตำรวจนิวยอร์กมีจำนวน 36,000 นาย ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลมีจำนวน 22,000 นาย
 
                    บก.น.6 ถือเป็นพื้นที่นำร่อง เพราะเป็นพื้นที่ใจกลางเมือง เป็นแหล่งชุมชนสามารถเห็นภาพการเกิดเหตุอาชญากรรมได้อย่างชัดเจน ซึ่งตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมามีการเก็บข้อมูลอาชญากรรมมาพบว่า มีคดีรถหาย, คดีเกี่ยวกับทรัพย์ ลัก วิ่ง ชิง ปล้น, คดีทำร้ายร่างกาย, คดีเกี่ยวกับเพศ เกิดขึ้นอยู่พอสมควร โดยการเก็บข้อมูลแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เก็บจากการที่มีผู้ที่แจ้งมาที่ศูนย์วิทยุ, ประชาชนเดินเข้ามาแจ้งความ, และเจ้าหน้าที่สายตรวจไปพบเจอเหตุเอง โดยข้อมูลที่เก็บมาทั้งหมดจะรวบรวมอยู่ในฐานข้อมูลในพื้นที่นั้นๆ จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ ซึ่งจะได้เป้าหมายของพื้นที่ที่เกิดเหตุอาชญากรรมบ่อย หรือที่เรียกว่าเป็นการ “มาร์คจุด” พื้นที่อันตราย ก่อนจะนำกล้องวงจรติดไปติดตั้งและนำป้ายเตือนไปติดตั้งพร้อมกับระบุว่า บริเวณนี้มีกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพผู้ที่กระทำผิดได้ จากนั้นจะให้ตำรวจสายตรวจนอกเครื่องแบบออกตรวจตราความเรียบร้อยตลอด 24 ชั่วโมง เหมือนกับการกำหนดพื้นที่ให้ตำรวจทำงาน ตามชื่อโครงการ “เข็มทิศสายตรวจ” เมื่อเกิดเหตุจะได้เข้าถึงที่เกิดเหตุได้ทันที ทำให้สามารถจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี ซึ่งจะสามารถลดปัญหาอาชญากรรม
 
                    “เราทดลองในพื้นที่ปทุมวัน ถนนสยามสแควร์ เพราะพบว่าเป็นจุดเสี่ยงเหมือนกัน เริ่มโดยการจับตาดูอยู่เหมือนเป็นการเตือน 2 ฝั่ง และเป็นการตัดโอกาสของคนที่เป็นเหยื่อ บอกประชาชนว่าให้ระวังพื้นที่นี้ว่าอาจมีการล้วงกระเป๋าเยอะ ขณะเดียวกันเราก็บอกคนที่จะเข้ามากระทำความผิดด้วยว่า เราจับตาดูคุณอยู่นะ ประชาชนทำงานร่วมกับตำรวจ พร้อมใช้สายตรวจเดินเท้านอกเครื่องแบบออกตรวจช่วงเวลาที่เกิดเหตุเยอะสุด คอยดูเหตุเพื่อระงับเหตุได้ทันท่วงที” พ.ต.ต.ดร.ยิ่งยศ ให้ข้อมูล
 
                    นอกจากนี้ พ.ต.ต.ดร.ยิ่งยศ ยังบอกอีกว่า แต่ละโรงพักจะมีฐานข้อมูลเป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่แต่ละโรงพักจะมีข้อมูลอยู่แล้ว อย่างเช่นทรัพย์ที่หายไป หรือประเภทแบบแผนประทุษกรรม เจ้าหน้าที่จะสามารถรู้ได้ทันทีเหมือนลักษณะเป็นอาวุธประจำโรงพัก ที่จะสามารถหยิบออกมาใช้งานได้ทันทีเมื่อต้องการใช้งาน หรือแม้กระทั่งการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างพื้นที่แต่ละ สน. หรือที่เรียกว่า “ทลายเขตกั้นจุดตรวจ” ทาง บก.น.6 กำลังทดลองว่าได้ผลหรือไม่ ซึ่งจุดนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ตำรวจไทย
 
                    “การเกิดของอาชญากรรมเกิดได้หลายปัจจัย ทั้งสภาพแวดล้อม และสภาพเหยื่อ แต่รูปแบบจะไม่แตกต่างกันมาก เพราะรูปแบบค่อนข้างตายตัวไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่งประเทศไทยรูปแบบจะกระจุกตัวในโซนพื้นที่ที่เกี่ยวกับแหล่งนักท่องเที่ยวเยอะ ตอนนี้มีการออกคำสั่งกันภายในของกองบังคับการ ซึ่งเป็นการทดลองกันอยู่ว่าผลงานวิจัยได้ผลหรือไม่ เพราะทุกอย่างตอนนี้เรากำลังเก็บข้อมูล เพื่อสรุปผลอีกทีว่าโครงการนี้เป็นอย่างไร” พ.ต.ท.ดร.ยิ่งยศ กล่าว
 
 
 
---------------------
 
(เรื่องเล่าข่าวดัง : 'เข็มทิศสายตรวจ' คุมโซนปราบโจร : โดย...พรรณทิพา จิตราวุฒิพร)