คอลัมนิสต์

ต้องตอบข้อสงสัยกรณีปานามา

ต้องตอบข้อสงสัยกรณีปานามา

08 เม.ย. 2559

ต้องตอบข้อสงสัยกรณีปานามา : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 8 เมษายน 2559

              จากข่าวสะท้านโลกกรณีการเปิดเผยเอกสารลับของบริษัทมอสแซก ฟอนเซกา ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายแห่งหนึ่งในประเทศปานามา ที่ช่วยเหลือลูกค้ารายใหญ่จากทุกมุมโลก ทั้งบุคคลผู้มีชื่อเสียง นักธุรกิจ นักการเมือง และผู้นำบางประเทศ ในการฟอกเงินและหลบเลี่ยงภาษีผ่านการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาทำธุรกรรมนอกราชอาณาจักร ซึ่งมีคนไทยรวมอยู่ด้วยอย่างน้อย 21 คน เป็นลูกค้าบริษัทดังกล่าวด้วย ทันทีที่ข่าวนี้ปรากฏออกมาโดยยังไม่ได้ระบุชื่อบุคคลที่ถูกพาดพิงในสื่อหลัก หากแต่ชื่อของพวกเขาก็ปรากฏในสังคมอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้บางรายได้ออกมาชี้แจงยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ทั้งในประเด็นที่ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจในต่างแดน รวมทั้งความไม่ชอบมาพากล ถึงเหตุผลที่ต้องไปพึ่งพิงบริษัทต่างชาติ

              อย่างไรก็ตาม รายชื่อบุคคลชั้นนำในสังคมไทยที่ปรากฏทางสื่อออนไลน์ครั้งนี้ มีรายงานว่า เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน สื่อในประเทศก็เคยนำเสนอเรื่องราวทำนองเดียวกัน เพียงแต่บริษัทผู้รับงานจดทะเบียนในต่างแดนนั้นเป็นคนละแห่งกัน ที่น่าสนใจก็คือชื่อของบุคคลเหล่านั้นก็เป็นกลุ่มเดียวกับที่เป็นข่าวฮือฮาอยู่ในขณะนี้ นั่นก็สามารถตีความได้หลายทางด้วยกัน กล่าวคือ 1.กระบวนการตรวจสอบไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อสร้างความกระจ่างให้เกิดกับสังคม 2.ตรวจสอบแล้วไม่พบความผิดปกติ เหมือนเช่นที่มีผู้ให้ข้อมูลอีกทางหนึ่งในขณะนี้ว่า เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ประกอบกิจการในต่างประเทศ และ3.หลายๆ กรณีอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ซึ่งผิดกฎหมายแน่ชัดอยู่แล้ว ทำให้เรื่องเงียบลงไป ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ยังมีเรื่องของ "ธรรมาภิบาล” อันสังคมกำลังถามหารวมอยู่ด้วย

              สำหรับกรณีล่าสุดนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้สัมภาษณ์ชี้ประเด็นที่ควรทำให้กระจ่างเอาไว้ว่า เงินที่นำไปฝากในประเทศปานามาไม่จำเป็นต้องเป็นเงินผิดกฎหมาย แต่คนดีๆ คงคิดไม่ออกว่า ทำไมต้องนำเงินไปฝากที่นี่ และหากนำเงินผิดกฎหมายไปฝาก พอเบิกออกมาจะกลายเป็นเงินบริสุทธิ์หรือไม่นั้น ต้องถามก่อนว่า นำเงินจำนวนนั้นออกจากประเทศได้อย่างไร จะเป็นการฟอกเงินหรือไม่ก็ต้องพิจารณา ปปง.สามารถตรวจสอบเชิงรุกไปในพื้นที่อื่นๆ ที่อาจมีเงินผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ได้ ซึ่งโทษสูงสุดของกฎหมายฟอกเงินไทยคือยึดทรัพย์ และจำคุกตลอดชีวิต

              อย่างไรก็ตาม ที่เห็นว่าน่าจะสำคัญที่สุดสำหรับกรณีที่เปิดเผยออกมาครั้งนี้ก็คือ มือไม้ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ปปง. ที่ได้รับสัญญาณจากนายวิษณุ จะต้องเร่งทำให้เกิดความกระจ่างโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ หน่วยงานอื่นๆ ที่ดูแลในเรื่องการทำธุรกิจของคนไทยในต่างประเทศ ก็ต้องแสดงให้สังคมแลเห็นความโปร่งใสเกี่ยวกับเส้นทางการเงินของธุรกิจเหล่านั้นด้วยว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะหลบเลี่ยงภาษีเมื่อนำเงินรายได้กลับเข้าประเทศ ที่สำคัญที่สุดก็คือ จะต้องไม่บอกปัดเหมือนยอมรับบรรทัดฐานสีเทาทำนองว่า การทำธุรกิจในต่างประเทศ ใครๆ เขาก็ทำกันแบบนี้เป็นสากลอยู่แล้ว เพราะถ้ายึดถือตามนี้ ก็เลิกพูดถึงธรรมาภิบาลกันได้เลย ในทางกลับกัน ถ้าผู้ประกอบการบริสุทธิ์ใจก็ต้องเร่งชี้แจงแถลงไข ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องค่อยๆ เงียบไปเองโดยสังคมยังคาใจ