คอลัมนิสต์

ปัญหาใต้กับการมีส่วนร่วม

ปัญหาใต้กับการมีส่วนร่วม

07 เม.ย. 2559

ปัญหาใต้กับการมีส่วนร่วม : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 7 เมษายน 2559

              เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 14/2559 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 60 คน ขึ้นมาแทนสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ประกอบด้วย 1.ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อโดยการพิจารณาร่วมกันของกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. และศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. จํานวนไม่เกิน 45 คน 2.ผู้ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา จังหวัดละไม่เกิน 2 คน และ 3.ผู้ทรงคุณวุฒิอื่นจํานวนไม่เกิน 5 คน

              สำหรับคณะกรรมการชุดดังกล่าวมีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละ 2 ปี และให้เป็นผู้ใช้อํานาจหน้าที่แทนสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามพ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 หรือที่รู้จักกันดีในนามกฎหมาย ศอ.บต. ส่วนสภาที่ปรึกษาฯเดิมมีวาระ 2 ปีเช่นกัน มีจำนวน 49 คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เลือกกันเอง เช่น ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ผู้แทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน, ผู้นำศาสนา, กลุ่มผู้หญิง, บุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น ซึ่งชุดเดิมหมดวาระก่อน คสช.เข้ามายึดการปกครอง อย่างไรก็ตามได้มีการเลือกผู้แทนแต่ละสาขาจนครบจำนวน แต่ไม่มีการแต่งตั้งจนถึงปัจจุบัน เรียกว่าว่างมานาน 2 ปีแล้ว

              การออกคำสั่งดังกล่าวมีเสียงสะท้อนแสดงความกังวลจากคนในพื้นที่ว่าจากเดิมที่เป็นการคัดเลือกกันเอง แต่ปรับเปลี่ยนไปเป็นอำนาจการพิจารณาร่วมกันของ กอ.รมน.และศอ.บต.จะกลายเป็นการรวมศูนย์แทนที่จะกระจายอำนาจและให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาหรือไม่ และยังไม่รู้ว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเช่นใด ขณะที่ สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ก็เห็นว่าผลของคำสั่งคสช.ดังกล่าวทำให้ ศอ.บต.อยู่ภายใต้ กอ.รมน.และมีผลยุบสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีองค์ประกอบของภาคประชาสังคม แต่กลับแทนที่ด้วยคณะกรรมการซึ่งมีที่มาจากการแต่งตั้งของฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครองเท่านั้น

              พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ได้ยืนยันว่าสาเหตุที่ต้องใช้คำสั่งเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว เพราะรอมานานแล้ว พร้อมทั้งระบุถึงทิศทางการแก้ปัญหาภาคใต้ว่า จะใช้นโยบายประชารัฐ คือให้ประชาชนและรัฐบาลร่วมมือกันทุกฝ่ายเพื่อดับไฟใต้ ดังนั้นต้องติดตามต่อไปว่า รัฐบาลจะใช้ประชารัฐกับการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างที่ต้องการแค่ไหน เพราะลำพังคำสั่ง คสช.ที่ออกมาก็ดูเหมือนจะเดินสวนทางกับนโยบายที่ตั้งเป้าไว้แล้ว เพราะภาครัฐต้องคำนึงด้วยว่า การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่จะทราบถึงความต้องการและแก้ปัญหาได้ตรงจุด อีกทั้งถือเป็นการถ่วงดุลฝ่ายภาครัฐเช่นกัน จึงหวังว่าคณะกรรมการชุดใหม่คงมีที่ว่างให้คนในพื้นที่ด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”