คอลัมนิสต์

จุดเริ่มปฏิวัติระบบราง

จุดเริ่มปฏิวัติระบบราง

05 เม.ย. 2559

จุดเริ่มปฏิวัติระบบราง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 5 เมษายน 2559

             อุบัติเหตุรถไฟดีเซลราง กรุงเทพ-กาญจนบุรี พุ่งเข้าชนรถบัสนำเที่ยว ที่ย่าน ต.งิ้วราย อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เมื่อเช้าวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ และบาดเจ็บอีก 26 คน คงจะไม่ใช่ข่าวใหญ่โตอะไรนัก ถ้าหากจะไม่มีอีกหลายคำถามตามมา เพราะอุบัติเหตุทำนองนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง มีความเสียหาย มีผู้เคราะห์ร้ายบาดเจ็บ และเสียชีวิตคราวละมากๆ หากแต่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และวิเคราะห์ให้ชวนคิด โดยเฉพาะคำถามที่มีไปถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ถึงประเด็นซ้ำๆ คืออุบัติเหตุที่เกิดตรงจุดตัดถนนทางกับรถไฟนั้น เพราะเหตุใดจึงไม่เร่งหาหนทางป้องกัน เพราะจะว่าไปแล้ว ก็ไม่น่าจะใช่เรื่องสุดวิสัย และรฟท.เองก็สื่อสารกับสังคมเสมอว่า “กำลังดำเนินการ”

             อุบัติเหตุครั้งนี้ มีคู่กรณีที่ใช้การเดินรถต่างกัน คือคู่กรณีที่ขับเคลื่อนไปบนราง กับรถยนต์ซึ่งวิ่งไปตามท้องถนน เป็นที่ทราบกันดีว่า การขนส่งมวลชนระบบรางนั้นได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายมาช้านาน เพราะโดยระบบแล้วเชื่อกันว่าจะไม่ไปก่ออุบัติเหตุใดๆ หรือวิ่งนอกลู่นอกรางไปได้ ในทางกลับกัน การขนส่งทางถนนต่างหากที่ควรจะต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบคือไปก่อเหตุกับรถไฟบนราง จึงเท่ากับว่า ไม่ว่าการชนจะมีลักษณะเช่นไร ฝ่ายที่ใช้รถยนต์ใช้ถนนที่พาดผ่านรางรถไฟต่างหากที่ถือว่ามีโอกาสจะเป็นฝ่ายผิดมากกว่า ซึ่งการจะทำให้เรื่องกระจ่างได้ก็ต้องอาศัยการสอบสวนโดยละเอียด เฉพาะอย่างยิ่งในประเด็น การตัดสินใจของผู้ขับขี่รถยนต์ที่ขับผ่านรางในระยะกระชั้นชิดนั้นเกิดจากความประมาท หรือลักษณะทางวิศวกรรมที่ไม่เอื้อต่อความปลอดภัย

             ทางด้าน รฟท.ก็มีคำยืนยันในเวลาต่อมาว่า ทางรถไฟมีจุดตัดกับถนนจำนวนมาก ในบางจุดที่ไม่มีระบบเครื่องกั้นอัตโนมัติ และไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ด้วย ก็เป็นเพราะกำลังคนของรฟท.มีไม่เพียงพอ สำหรับบริเวณจุดตัดงิ้วรายที่เกิดเหตุนั้นอยู่ระหว่างการติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติ และรอการส่งมอบงานจากกรมทางหลวงชนบทที่ต้องเชื่อมระบบไม้กั้นกับระบบสัญญาณไฟ จึงยังไม่สามารถใช้การได้ แต่เจ้าหน้าที่ก็ได้นำป้ายเตือนมาติดแจ้งไว้ว่าอยู่ระหว่างการรอเปิดใช้งาน ถึงอย่างไรก็ตาม หากรฟท.ผิดจริงก็พร้อมจะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด

             ในเบื้องต้น กรณีที่เกิดขึ้นนี้ก็ต้องถือว่า รฟท.ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบสมควรแก่เหตุ นับตั้งแต่นาทีแรกเลยก็ว่าได้ ทั้งยังยินดีให้สอบสวนเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม เรื่องก็คงจะไม่จบลงตรงผลการสอบสวนที่จะออกมาทางใดไม่ว่า รฟท.จะผิดหรือไม่ก็ตาม เพราะแม้ว่า รฟท.จะไม่มีความผิดเนื่องจากได้ประกาศเตือนผู้ขับขี่เอาไว้แล้ว หรือว่า มีความผิด ที่ทำไม้กั้นอัตโนมัติยังไม่เสร็จสิ้น แต่ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยกั้นรถซึ่งน่าจะปลอดภัยกว่าให้ผู้ขับขี่สังเกตจากป้ายแจ้งเตือนเอาเอง ทั้งสองกรณีล้วนเกิดจาก "ระบบ” ที่ยังมีช่องโหว่จนเกิดอันตรายขึ้น นี่จึงเป็นปัญหาลำดับต้นๆ ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการขนส่งระบบรางจะต้องเอาใจใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศกำลังจะนำเทคโนโลยีการเดินรถใหม่ๆ เข้ามาใช้ ยิ่งต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษด้วย