คอลัมนิสต์

ตำรวจเมืองกาญจน์ใช้นโยบายกระตุ้นสร้างความกระตือรือร้น

ตำรวจเมืองกาญจน์ใช้นโยบายกระตุ้นสร้างความกระตือรือร้น

05 เม.ย. 2559

ตำรวจเมืองกาญจน์ใช้นโยบายกระตุ้นสร้างความกระตือรือร้น-เร่งป้องกันดูแลประชาชน : สายตรวจระวังภัย จตุรพร สุขอินทร์

             รูปแบบการก่ออาชญากรรมในแต่ละพื้นที่ ในระยะหลังพบว่ามีรูปแบบ วิธีการ ก่อคดีอาชญากรรมที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น มีความซับซ้อน ดังนั้นตำรวจจะต้องเป็นหน่วยงานแรกที่จะต้องมีวิธีการที่จะเข้าไปดูแล และเข้าถึงประชาชน รวมถึงต้องมีปฏิภาณไหวพริบในการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดย พ.ต.อ.ชวลิต สุขสุวรรณ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า รับผิดชอบในงานป้องกันปราบปรามและสืบสวน และช่วยงานด้านความมั่นคงเกี่ยวกับเรื่องกิจการพิเศษ ซึ่งปัญหาในเรื่องการปราบปราม เมื่อมีประชาชนต่างถิ่นเข้ามาในพื้นที่ ทางผู้บังคับการแต่ละสถานีจะต้องสั่งการให้แต่ละพื้นที่หาข่าวว่า ประชาชนที่เดินทางเข้ามานั้นไปไหน มีจุดประสงค์อะไร เป็นกลุ่มมิจฉาชีพหรือไม่ หรือกลุ่มไหนเป็นกลุ่มพลเมืองดี ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ต้องการที่จะให้กระทบกระเทือนพลเมืองหรือประชาชนที่เข้ามาเที่ยวในแต่ละพื้นที่

             “เรื่องที่เจ้าหน้าที่จะต้องเฝ้าระวังเป็นอย่างมากในการสืบสวนต่างๆ ของแต่ละพื้นที่ จะต้องมีข้อมูลของงานสืบสวน เมื่อเกิดคดี ข้อมูลสืบสวนทางผู้กำกับการแต่ละสถานีก็จะต้องมีการวางแผนและวิเคราะห์ แล้วเข้าไปดูแลดำเนินการ เมื่อพบเห็นบุคคลต้องสงสัย มีพิรุธ ก็จะต้องเข้าไปตรวจ เพื่อไม่ให้ไปปะปนกับผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยว ซึ่งถ้าหากตรวจค้นแล้วพบสิ่งผิดกฎหมายจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทันที” พ.ต.อ.ชวลิตระบุ

             ในเรื่องการป้องกันปราบปราม จ.กาญจนบุรีมีทั้งหมด 24 สถานี ก็แบ่งๆ กันไป แต่ละพื้นที่ สถานะ ความสามารถ ของสถานีนั้น รวมไปถึงเรื่องการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร เน้นเรื่องการให้ความสุขแก่ประชาชน ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ในขณะนี้ได้ประกาศเป็นเศรษฐกิจพิเศษ เมื่อประกาศเป็นเศรษฐกิจพิเศษแล้วนักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจก็จะเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งตัวเมืองกาญจนบุรีจะมีไฟสัญญาณจราจรจำนวนมาก โดยเฉพาะ สภ.เมืองกาญจนบุรี สภ.ท่าม่วง สภ.ท่ามะกา สภ.ท่าเรือ สภ.ลูกแก ซึ่งอยู่ในถนนเส้นแสงชูโต แผนภูมิอากาศแต่ละโรงพัก ซึ่งเรื่องนี้ได้สั่งการให้แต่ละพื้นที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด

             สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากภัยแล้ง คนตกงาน ตำรวจจะมีมาตรการเข้าไปดูแลปัญหาเหล่านี้ เพราะจะกระทบถึงการก่ออาชญากรรม, จำหน่ายยาบ้า ซึ่งตำรวจจะต้องทำงานหาข้อมูลจากท้องถิ่น ซึ่งผู้กำกับการของทุกสถานีจะมีข้อมูลท้องถิ่นเป็นของตนเอง โดยจะมีการประชุมกันในแต่ละเดือน ทั้งชุดสืบสวนสอบสวนและชุดปราบปราม ซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาเป็นรายบุคคลว่า กลุ่มไหนที่น่าจะเกิดความเสี่ยง ที่จะก่อมิจฉาชีพและค้ายาเสพติด ตรงจุดนี้จะต้องดำเนินการ “เอกซเรย์” ซึ่งทางผู้กำกับการในพื้นที่จะดำเนินการ ถ้าหากพบและมีความชัดเจนจะต้องดำเนินการ ทั้งการกดดัน ตรวจค้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้แต่ละสถานีจะมีข้อมูลทั้งในระดับท้องถิ่น ชุมชน

             การทำงานจะต้องควบคู่กันไป หากมีเหตุเกิดขึ้นแต่ยังไม่มีผลการจับกุม ก็แสดงให้เห็นว่า ผลการทำงานยังไม่บรรลุเป้าหมาย เป็นการทำงานที่ไม่ตรงจุด ไม่มีการเข้าไปหาเป้าหมาย ไม่ได้ตรวจค้น ซึ่งพ.ต.อ.ชวลิตเชื่อว่า มาตรการที่ผู้บังคับบัญชาวางไว้และปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งครอบคลุมสิทธิมนุษยชนและครอบคลุมเรื่องกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ ก. มีชุมชนมาก บอกว่าไม่มีเหตุ แต่ถ้าหากรู้ว่ามีเหตุเกิด ก็ต้องเรียกมาประชุม เพื่อหาแนวทางการป้องกัน พร้อมทั้งกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติงานมีความกระตือรือร้นในการปฏิบัติงานต่อไปอย่างต่อเนื่อง