คอลัมนิสต์

แรงกดดันใหม่ในอาเซียน

แรงกดดันใหม่ในอาเซียน

05 เม.ย. 2559

แรงกดดันใหม่ในอาเซียน : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

             ย่างกุ้ง-คณะรัฐมนตรีใหม่ของนาง ออง ซูจี ในเมียนมาร์จะเข้าบริการประเทศในวันที่ 1 เมษายน ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์การเมืองครั้งประวัติศาสตร์ของภูมิภาค ในช่วงเมียนมาร์เป็นสมาชิกอาเซียนตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นมา เกือบ 20 ปี เมียนมาร์ได้ปฏิรูปประเทศแบบบูรณาการที่สุดในอาเซียนในช่วงเวลาอันสั้น

             นางซูจีจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ นอกเหนือจากอีกสามตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบ แล้วยังมีเพิ่มอีกตำแหน่งที่เรียกว่า State Councilor ที่ให้อำนาจสูงสุดของประเทศแก่เธอคนเดียว เหนือประธานาธิบดีถิ่น จอเสียอีก (ถ้าเธอเป็นเผด็จการ จะมีอำนาจมากกว่านายพลตัน ฉ่วยเสียด้วยซ้ำไป)

             ที่น่าสนใจคือบทบาทของซูจีในฐานะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ในเร็วๆ นี้เธอต้องเข้าประชุมอาเซียนเป็นครั้งแรกที่เมืองโซจี ในรัสเซียในการประชุมสุดยอดระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย ในวันที่ 19-20 พฤษภาคม เธอจะมาพร้อมกับถิ่น จอ ทั้งคู่จะเป็นการออกงานต่างประเทศทั้งคู่

             สัมพันธ์ส่วนตัวซูจีกับอาเซียนเย็นชามาเป็นเวลานานเกือบสองทศวรรษ เนื่องจากเกิดเรื่องบาดหมางเมื่อปี 1995 ในเดือนกรกฎาคม ทูตอาเซียนประจำย่างกุ้งอยู่ๆ ได้ยกเลิกการพบปะที่เธอกับทูตอาเซียนได้นัดหมายกันเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากแรงกดดันจากเมียนมาร์ หลังจากที่ได้ภาคยานุวัติกับสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพและความร่วมมือในเอเซียอาคเนย์ (Treaty of Amity and Cooperation) ทำให้เป็นประเทศสังเกตการณ์ทันที

             เมียนมาร์ได้ยกประเด็นการไม่แทรกแซงการเมืองภายในเข้ามาเป็นเหตุผลและกดดันรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ประชุมกันที่บรูไนในตอนนั้น ให้ยกเลิกการประชุมที่ย่างกุ้ง ทำให้ซูจีเสียหน้ามาก และหมดศรัทธาและความนับถืออาเซียนไปอย่างมาก

             สาเหตุที่เธอต้องมีตำแหน่งและอำนาจเหนือทุกคน เพราะต้องการแก้ไขปัญหาคาราคาซังที่ประเทศเผชิญอยู่อย่างรวดเร็ว ในช่วงที่เธอเข้ามาเป็นรัฐบาล คนเมียนมาร์ไว้ใจเธอ ประชาคมโลก โดยเฉพาะในโลกตะวันตกก็ไว้ใจเธอเช่นกัน โอกาสทองของซูจีในการพัฒนาเมียนมาร์ให้ก้าวไกลให้มากที่สุดมีเพียงห้าปีเท่านั้น

             ในจิตใจของเธอ มีความมุ่งมั่นจะเอาชนะสมาชิกอาเซียนอย่างเดียว

             อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของเธอนั้นจะอยู่ที่ความร่วมมือในกรอบต่างๆ ที่มีอยู่โดยเฉพาะในประเด็นของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องนโยบายที่มีอยู่ในกรอบความร่วมมือทั้งสามเสาหลัก มิฉะนั้นรัฐบาลเมียนมาร์อาจจะเพิ่มปัญหาให้อาเซียน

             ที่น่าสนใจคือนางซูจี จนถึงวันนี้ไม่มีท่าทียอมให้อภัยอาเซียนเลยที่ไม่ได้ให้การสนับสนุนเธอในช่วงที่เธอต้องต่อสู้กับเผด็จการพม่าในตอนนั้น บังเอิญเป็นรัฐบาลที่อาเซียนรับรองและชวนเข้ามาเป็นสมาชิกในปี 1997

             ในการประชุมประจำปีอาเซียนปีนี้ที่กรุงเวียงจันทน์ท่าทางสนุก ต้องสังเกตภาษาร่างกายของซูจีเวลาพบปะกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่เป็นผู้ชายเกือบทั้งหมดยกเว้นรัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซียเร็ตโน มาร์ซูดี อาเซียนมีซูจีเข้าร่วมนั้นถือว่าทำให้ฐานะในเวทีการเมืองระหว่างประเทศดีขึ้นมาก เพราะถือว่าตอนนี้อาเซียนมีความสมานสามัคคี มีสมาชิกครอบครัวรวมตัวกันครบ ทำให้อำนาจต่อรองของอาเซียนสูงขึ้นมาก

             ปีนี้เป็นปีที่อาเซียนต้องแบกภาระหนักในการจัดการสัมพันธ์กับมหาอำนาจเพราะมีการประชุมสุดยอดกับสหรัฐอเมริกา รัสเซียและตบท้ายกับประเทศจีน ทำให้บทบาทลาวในฐานะประธานอาเซียนนั้นสูงขึ้นทันที

             ตอนแรก หลายประเทศในอาเซียนให้ความเป็นห่วงว่ารัฐบาลลาว ซึ่งตอนนี้กำลังจะจัดตั้งคณะบริหารชุดใหม่อาจจะรับภาระอันนี้ไม่ได้ พอทราบว่ารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ ทองลุน สีสุลิด จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ทำให้อาเซียนสบายใจเพราะผู้นำคนนี้มีขีดความสามารถสูงและคุ้นเคยในเรื่องการทูตและมีภาพลักษณ์ที่เป็นกลางไม่เลือกข้าง

             นางซูจีเข้าร่วมวงกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญเพราะประเทศมหาอำนาจให้ความสำคัญกับอาเซียนแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ซูจีจะส่งเสริมอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจได้อย่างดี ถ้าเธอมียอมปรองดองกับอาเซียน