
ตำรวจหญิงยิ่งยง
ตำรวจหญิงยิ่งยง : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา
ออกจะเป็นเรื่องฮือฮาต้อนรับเทศกาลสงกรานต์กันพอสมควร เมื่อสำนักงานตำรวจนครบาลออกข่าวว่า ต่อไปนี้จะเปิดโอกาสให้ตำรวจหญิงสามารถดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลได้ โดยจะเริ่มดำเนินการในฤดูกาลโยกย้ายตำรวจประจำปี 2558 (ที่เลื่อนมาหลายครั้ง) ที่จะต้องดำเนินการให้เสร็จวันที่ 30 เมษายนนี้ ว่ากันว่าตำรวจหญิงของนครบาลที่เข้าข่ายสามารถเลื่อนตำแหน่งได้มีด้วยกัน 3 คน หากดำเนินการเสร็จก็นับได้ว่านี่คือการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการสีกากีของไทยเลยทีเดียว เพราะมันเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยได้พัฒนามาถึงจุดที่สตรีมีสิทธิ์เสมอภาคเทียบเท่ากับบุรุษเพศ อันเป็นดัชนีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของสังคมที่มีอารยธรรม
ผมเชื่อว่าสังคมไทย โดยเฉพาะในแวดวงข้าราชการต่างรู้สึกตื่นเต้นยินดีกับข่าวนี้ แม้ว่าที่ผ่านมาสังคมไทยได้ยอมรับและให้ความสำคัญกับผู้หญิงมากขึ้นในโลกของการงาน หรือพื้นที่สารธารณะ เช่น เราเริ่มมีทหาร ตำรวจหญิง มีผู้บริหารหรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีหญิง แต่การยกผู้หญิงให้ขึ้นมาเป็นผู้นำในสายงานและอาชีพที่กันไว้เฉพาะผู้ชายมาก่อน เช่น ทหาร ตำรวจ จึงเป็นเรื่องที่ควรจับตามอง เป็นความเคลื่อนไหวที่ทำให้สถาบันตำรวจได้รับความชื่นชมสรรเสริญ หลังจากที่ถูกมองว่าเป็นสถาบันที่เต็มไปด้วยการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล และก้าวร้าวต่อประชาชน
พิจารณาในมุมมองของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี หรือพวก "เฟมินิสต์" ผมคิดว่า นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่ายินดี ที่วิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่ หรืออุดมการณ์ปิตาธิปไตยที่ลงรากฝังลึกในวัฒนธรรมของเราอย่างยาวนาน เริ่มมีการผ่อนคลายและเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งอคติและมายาคติทั้งหลายที่เกี่ยวกับเพศหญิง ก็เปลี่ยนไปด้วย เช่นความเชื่อที่ว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายอ่อนแอ บูชาอารมณ์มากกว่าเหตุผล เต็มไปด้วยรายละเอียดหยุมหยิมไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำ หรือทำงานที่ต้องใช้ความคิด ค่อยๆ คลี่คลายมากขึ้น เพราะทุกวันนี้เรามีผู้บริหารระดับสูงทั้งในภาครัฐและเอกชนเป็นผู้หญิง ผู้นำเหล่านี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมาครั้งแล้วครั้งเล่าว่ามีความสามารถในการทำงานบริหารได้ไม่ด้อยกว่าชาย ดีไม่ดี ถ้าสำรวจกันให้ลึกซึ้งและครอบคลุม เราอาจได้คำตอบที่ไม่อยากเชื่อว่า สังคมของเราขับเคลื่อนไปด้วยพลังของสตรีก็เป็นได้
กล่าวเฉพาะในวงการตำรวจ ทหาร แม้จะเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามามีพื้นที่มากขึ้น แต่ผู้หญิงที่เป็นทหารและตำรวจก็ยังอยู่ในฐานะที่ด้อยกว่าชาย คือทำได้ดีที่สุดก็เป็นเพียง "ผู้ช่วย" หรือ “ลูกมือ” ได้รับมอบหมายให้เป็นแม่บ้านเฝ้าสำนักงาน หรือไม่ก็ดูแลงานด้านเอกสารธุรการ เพราะเห็นว่าผู้หญิงมีคุณสมบัติเหมาะที่จะทำเรื่องแบบนี้ แต่อำนาจในการนำและการตัดสินใจยังไม่เคยเป็นของตำรวจและทหารหญิงจริงๆ สักที ดังนั้นเมื่อสำนักงานตำรวจนครบาลมีแนวคิดจะให้ตำรวจหญิงที่มีคุณสมบัติเหมาะสมขึ้นมาเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นสูง จะโดยเหตุผลใดก็ตามที เราก็ต้องชื่นชมกันก่อน
นักสตรีนิยมสายวัฒนธรรมมองว่า ผู้หญิงมีคุณสมบัติพิเศษ หรือมี "ความเป็นหญิง" ที่สามารถสร้าง "วัฒนธรรมของผู้หญิง" ขึ้นในสังคมได้ และมันจะส่งผลให้โฉมหน้าของสังคมพลิกผันไป เช่น เชื่อว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ละเอียดอ่อน ไม่มีความก้าวร้าว แข็งกระด้าง ไม่ชอบใช้กำลัง ดังนั้นหากโลกนี้ดำเนินไปด้วยวัฒนธรรมผู้หญิง ความขัดแย้งและความรุนแรง จนถึงสงครามอาจลดลง สังคมที่นำด้วยวัฒนธรรมสตรี จะเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยสันติสุขกว่าสังคมที่ดำเนินไปด้วยวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่
จากหลักคิดนี้ มันทำให้ผมอดฝันเฟื่องไม่ได้ว่า ในอนาคตหากตำรวจหญิงขึ้นมาเป็นผู้บังคับบัญชาในระดับสูงมากขึ้น ทั้งตำรวจนครบาลและตำรวจภูธร อาจทำให้พฤติกรรมและการปฏิบัติงานของตำรวจในทุกระดับมีความนุ่มนวลมากขึ้น การซ้อมผู้ต้องหา การรีดไถ หรือการใช้กำลังข่มขู่บังคับอาจลดลงหรือถึงขั้นหมดไป ตำรวจอาจหันมาใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องจิตใจมากขึ้น ตำรวจผู้น้อยอาจลดความเครียดลง สถิติการฆ่าตัวตายของตำรวจก็จะลดน้อยลงไปด้วย ไม่แน่เหมือนกันว่า ในอนาคตสังคมไทยอาจพัฒนาไปถึงขั้นที่เป็น “รัฐตำรวจหญิง” ไปโน่น
นี่ผมมองตำรวจหญิงเฉพาะในแง่ของความรุนแรงก้าวร้าว การใช้อำนาจบาตรใหญ่ ว่ามันอาจลดน้อยถอยลง อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ได้มีความหวังว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการเรียกสินบนจะลดน้อยหรือหายไปเมื่อตำรวจหญิงขึ้นมามีอำนาจมากขึ้น เรื่องเงินทองและผลประโยชน์ มันไม่เลือกเพศเลือกวัยหรอกท่าน
เห็นมามากต่อมากแล้ว...



