
บริหารจัดการคือหัวใจ
บริหารจัดการคือหัวใจ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 1 เมษายน 2559
คงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ตามคำยืนยันของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังกลับจากการประชุมประเทศลุ่มน้ำโขงที่จีนเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งพ่วงเอาการหารือโครงการร่วมทุนรถไฟความเร็วสูงกับจีนเข้าไปด้วย ซึ่งข้อสรุปจากการเยือนจีนครั้งนี้ก็คือ โครงการจะต้องดำเนินการต่อไป โดยรัฐบาลไทยจะดำเนินการเองในเส้นทางที่มีความพร้อม โดยเฉพาะที่เลือกสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมาเพราะเห็นศักยภาพการเป็นประตูของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองรับได้ทั้งด้านการค้าการลงทุน จำเป็นต้องสร้างเพื่อประโยชน์ในอนาคต และจะขยายไปให้ครบทุกภาค ซึ่งหลังจากนี้ กระทรวงการคลังจะไปกำหนดรายละเอียดทางการเงิน
นับเป็นอีก “เมกะโปรเจกท์” ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งก็ได้รับการขานรับจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี โดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมบอกว่า เส้นทางที่เลือกนี้มีความพร้อมที่สุด และอยู่ในขีดความสามารถที่ไทยจะลงทุนเองได้ ขณะที่ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวถึงที่มาของแหล่งเงินทุนว่าจะจัดหาโดยออกหุ้น หรือสินเชื่อจากแหล่งเงินกู้ภายในประเทศ และเงินกู้จากสถาบันการเงินต่างประเทศในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินในอนาคต ส่วนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลในรูปแบบของการลงทุนโดยเฉพาะการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชน หรือพีพีพี นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลังยืนยันว่า หากไทยต้องลงทุนเองทั้งหมดก็จะไม่กระทบกับวินัยการคลัง โดยสรุปก็คือ ขณะนี้รัฐบาลพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน
เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ที่จะเป็นทางรถไฟความเร็วสูงสายแรกของประเทศไทยนี้ จะใช้รางกว้าง 1.435 เมตร ซึ่งเป็นมาตรฐานของจีน ระยะทาง 250 กิโลเมตร ทำความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ประมาณการว่าจะมีผู้โดยสารวันละ 20,000 คน ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 1.7 แสนล้านบาท จะเริ่มงานก่อสร้างได้ประมาณปลายปี 2559 ใช้เวลาก่อสร้างอีกประมาณ 3-4 ปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมบอกว่า ระบบรถ ระบบสัญญาณ และการเดินรถจะเป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชน หรืออาจให้เอกชนลงทุนในสัญญาสัมปทานหรือให้เอกชนเป็นผู้บริหารการเดินรถ รวมถึงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานี เพื่อนำรายได้มาชดเชยภาระจากเงินกู้ก่อสร้าง
ว่ากันตามแผนงานโดยสรุปดังกล่าวมา ก็น่าจะเกิดผลดีกับประเทศอย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะการเปิดประตูเพื่อเชื่อมโยงการทำมาค้าขายและคมนาคมกับมิตรประเทศในภูมิภาค การพัฒนาเชิงพาณิชย์สำหรับพื้นที่รายรอบสถานีจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดวงจรเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมาตลอดแนวเส้นทาง 250 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม มีข้อห่วงใยที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก็คือ ความคุ้มค่า เพราะถ้าหากลงทุนแล้ว ไม่เป็นไปตามคาดหมาย การคาดการณ์ทั้งหมดก็จะล้มระเนระนาดตามไปด้วย อีกอย่างหนึ่งก็คือ การคัดเลือกผู้บริหารโครงการที่จะต้องมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดความล้มเหลวขึ้น ตัวอย่างจากรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์น่าจะเป็นเครื่องเตือนสติรัฐบาลให้พึงระลึกเสมอว่า ควรจะให้ใครบริหารจัดการขนส่งมวลชนระบบราง



