
เพิ่มอำนาจทหารต้องเข้มโปร่งใส
เพิ่มอำนาจทหารต้องเข้มโปร่งใส : บทบรรณาธิการประจำวันที่31มี.ค.2559
กรณีราชกิจจานุเบกษาได้ออกประกาศคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559 เรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดอาญาโดยการข่มเหง ขู่เข็ญ รังแก หรือแสดงตน อันเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเกรงกลัว ไม่กล้าขัดขืน หรือร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่ดำรงชีพด้วยการกระทำผิดกฎหมาย เช่น ค้ายาเสพติด เป็นเจ้ามือพนัน มีพฤติการณ์ซ่องสุมอาวุธ ที่มีความยุ่งยากซับซ้อนหรืออาจเกิดความเสี่ยงภัยต่อเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจึงจำเป็นต้องกำหนดกระบวนการป้องกันและปราบปรามความผิดอาญาลักษณะดังกล่าวเป็นพิเศษ
คำสั่งดังกล่าวมีการแต่งตั้ง “เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม” เป็นทหารมียศตั้งแต่ชั้นสัญญาบัตรขึ้นไป และ “ผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม" มียศต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร โดยให้มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดของบุคคลที่มีพฤติการณ์มิชอบด้วยกฎหมาย ดังกล่าว หรือสนับสนุนการกระทำใดๆ ที่เป็นการกระทำความผิดด้วย ทั้งนี้ให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้บุคคลมารายงานตัว จับกุมกรณีกระทำความผิดซึ่งหน้า รวมทั้งให้ถือเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา สามารถตรวจค้นเคหสถาน ยานพาหนะหรือบุคคล และมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ค้นพบ รวมทั้งกระทำการอื่นใดตามที่คสช.มอบหมาย
ในส่วน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้เหตุผลถึงการออกคำสั่งว่าเป็นเรื่องของผู้กระทำผิดกฎหมายที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน และการใช้ทหารเพราะที่ผ่านมาตำรวจไม่เพียงพอในการปราบปรามจึงต้องให้ทหารมีอำนาจด้วย ส่วนรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ชี้แจงว่าโดยหลักการทาง คสช.มองว่าคำสั่งดังกล่าวออกมาเพื่อเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากด้วยบริบทของบ้านเมืองในขณะนี้ อาจมีความจำเป็นที่จะต้องออกเป็นคำสั่ง คสช. นอกจากนี้ลำพังกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด จึงได้แต่งตั้งเจ้าพนักงานดังกล่าวเพื่อให้การทำงานปราบปรามผู้มีอิทธิพลรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันว่าไม่เป็นการให้อำนาจทหารมากเกินไป
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 คสช.ได้ออกคำสั่งเพิ่มอำนาจทหารในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้อำนาจแก่ทหารในลักษณะเดียวกันมาแล้ว ซึ่งมีเสียงสะท้อนหวั่นกังวลว่าการนำอำนาจไปใช้อาจไม่ได้รับการตรวจสอบและถือเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จที่อาจขาดการกลั่นกรองได้ จนมีคำถามว่าเป็นอำนาจที่ล้นฟ้าเกินไปหรือไม่ และการออกคำสั่งดังกล่าวจะแก้ปัญหาได้จริงจังแค่ไหน รวมไปถึงการใช้อำนาจอาจเกิดการเอื้อเอาประโยชน์ได้ เพราะบ่อยครั้งที่พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กุมอำนาจตามกฎหมายมีส่วนเข้าไปพัวพันกับขบวนการผิดกฎหมาย ดังนั้นต้องควบคุมการใช้อำนาจให้โปร่งใสและเป็นไปตามเจตนารมณ์ด้วย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเปิดช่องให้กลุ่มท็อปบู๊ทเข้าไปแสวงผลประโยชน์แทน



