คอลัมนิสต์

คดีเล็ก-ใหญ่ ตรงมาตรงไป ไม่ต้องรอใครจี้

คดีเล็ก-ใหญ่ ตรงมาตรงไป ไม่ต้องรอใครจี้

28 มี.ค. 2559

ขยายปมร้อน : คดีเล็ก-ใหญ่ ตรงมาตรงไป ไม่ต้องรอใครจี้ : โดย...จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง สำนักข่าวเนชั่น

 
                    สองสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นข่าวคราวที่เป็นคดีที่มีความเกี่ยวข้องกับ “การปฏิบัติหน้าที่” ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่น ข่าวคนขับรถเบนซ์ด้วยความเร็วสูงชนรถของ 2 นักศึกษาปริญญาโทจนเสียชีวิต ซึ่งคนขับรถเบนซ์ก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงวีรกรรมมากมายในพฤติกรรมการขับรถในอดีต และกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมถึงมาตรฐานการทำคดีระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งลุกลามพาดพิงไปสู่การทวงถามความคืบหน้าการทำคดีที่ลูกชายบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อหนึ่งขับรถชนตำรวจตาย ที่อาจจะนิ่งเงียบเกินไป
 
                    จนต้องยอมรับว่า สังคมมีการตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ของตำรวจว่า ถ้าคดีไหนที่สื่อมวลชน โซเชียลมีเดีย หรือประชาชน ไม่สนใจก็จะเงียบหายไปกับสายลม แต่ถ้าเมื่อไรถูกกดดันก็จะเกิดความกระตือรือร้นในการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาขึ้นมาทันที
 
                    กล่าวถึงเรื่องแบบนี้ อยากจะเล่าบางเรื่องที่ผมมีโอกาสไปยัง “ห้องไกล่เกลี่ยสำหรับคดีเล็กน้อยมโนสาเร่” ณ สถานีตำรวจภูธรแห่งหนึ่งในเขตปริมณฑลของ กทม. แต่ไม่ได้ไปทำข่าว และไม่ได้แสดงตัวว่าเป็นนักข่าว แค่ไปนั่งดูห่างๆ เป็นคดีที่ผู้เสียหายเป็นชาวบ้านผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่ตัวเธอเองและลูกชายของเธอ ซึ่งยังเป็นเยาวชน (อายุ 16 ปี) ถูกชายฉกรรจ์ทำร้ายร่างกายจนลูกชายของเธอได้รับบาดเจ็บและสลบคาที่กองอยู่ที่พื้น ซึ่งผู้เสียหายบอกว่าแจ้งความไว้ครบ 1 สัปดาห์แล้ว แต่คดีไม่คืบหน้าเท่าที่ควร
 
                    คดีไม่คืบหน้าไม่เท่าไร แต่ผู้เสียหายเองก็มีความสงสัยในตำรวจร้อยเวรที่เขียนสำนวน ซึ่งพบว่าเขียนไม่ตรงกับที่ให้ปากคำไปในหลายจุด เช่น เขียนว่าคนร้ายเป็นเพื่อนร่วมงานกับเธอ ทั้งที่เธอไม่ได้พูดขณะให้การเลยว่าทำงานด้วยกัน และความจริงก็ไม่ได้ทำงานด้วยกัน เขียนว่าถูกทำร้ายด้วยการชกต่อยธรรมดา แต่ความจริงคือคนร้ายเมาสุราและมีอาวุธมีดในมือด้วย แต่โชคดีที่ไม่ได้ใช้มีดทำร้าย ฯลฯ
 
                    ผู้เสียหายซึ่งไม่ได้เก่งด้านกฎหมายเท่าไรนักก็พยายามรบเร้าและขอให้แก้ไขสำนวนคำให้การให้ตรงกับที่เล่าให้ฟัง จนดูทีท่าตำรวจจะหงุดหงิด ผู้เสียหายจึงชวนลูกชายให้ลุกขึ้น แล้วบอกว่า “เดี๋ยวจะไปทำเนียบรัฐบาลดีกว่า ไปร้องนายกรัฐมนตรี”
 
                    แค่คำพูดเท่านั้นเอง และผมก็นั่งดูอยู่ ก็เห็นท่าทีของตำรวจท่านนั้นดูเปลี่ยนไปทันที
 
                    เปลี่ยนไปอย่างไร ก็เปลี่ยนจากที่จากเดิมจะไม่ยอมแก้สำนวนคำให้การ ก็ยอมปริ๊นต์คำให้การเดิมมาให้อ่านแล้วผู้เสียหายต้องการให้แก้อะไรเพิ่มเติมก็ให้เขียนลงไปแล้วจะพิมพ์ใหม่ให้ ส่วนตัวของลูกชายที่เป็นเยาวชน จากเดิมที่ไม่สอบปากคำก็ยอมสอบปากคำในเบื้องต้นก่อน พร้อมกับนัดหมายให้มาให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน เพราะผู้เสียหายยังเป็นเยาวชน เพื่อจะได้ทำสำนวนให้พนักงานอัยการต่อไป และจะเรียกคนร้ายหรือผู้ที่ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาและสอบปากคำด้วย
 
                    พอเสร็จสิ้นการติดตามคดี ทำเอาสองแม่ลูกถึงกับแปลกใจว่า เหตุใดท่าทีของตำรวจเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือกับการแค่พูดว่า จะไปร้องนายกฯ ที่ทำเนียบ
 
                    ก็เป็นการสะท้อนอีกซอกหลืบหนึ่งการทำงานของตำรวจในคดีเล็กๆ ที่สังคมส่วนใหญ่ก็ยังตั้งคำถามว่า ทำไมจะต้องมีสิ่งกระตุ้นหรือดังเช่น การขู่จะไปร้องเรียนนายกฯ เพื่อกระตุ้นให้มีความตรงไปตรงมาในการทำคดี
 
                    แต่ “คุณตำรวจ” เชื่อเถอะว่า เรื่องแบบนี้ชาวบ้านเขาเข้าใจว่า ตำรวจดีๆ ก็มี ตำรวจแย่ๆ ก็แยะ และเขาก็ยอมรับและเห็นใจตำรวจที่เจอทั้งคดีเล็กและคดีใหญ่ที่เกิดขึ้นจำนวนมากในแต่ละวัน แต่เขาก็หวังว่า ถ้าทำคดีแบบตรงไปตรงมา มีมาตรฐานเดียวตั้งแต่แรก แม้จะเป็น “คดีเล็ก” หรือ “ใหญ่” แล้วนำคนร้ายตัวจริงมาดำเนินคดีได้จริง ท่านจะเป็นที่พึ่งพาที่น่าศรัทธาของประชาชนได้อย่างแท้จริง
 
 
 
--------------------
 
(ขยายปมร้อน : คดีเล็ก-ใหญ่ ตรงมาตรงไป ไม่ต้องรอใครจี้ : โดย...จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง สำนักข่าวเนชั่น)