
'ระวังภัยไฮเทค'บก.น.8ติดกล้องถ่ายคลิปให้วินจยย.
'ระวังภัยไฮเทค'บก.น.8ติดกล้องถ่ายคลิปให้วินจยย.เก็บหลักฐานช่วยจับโจร : สายตรวจระวังภัย คณาธิศ ศรีหิรัญเดช
ปัจจุบันการก่ออาชญากรรมในสังคมไทยมีรูปแบบการกระทำผิดตามแผนประทุษกรรมลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ หรือแม้แต่คดีที่มีความผิดเล็กน้อยรวมถึงคดีประเภท “ลัก วิ่ง ชิง ปล้น” ล้วนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงความไม่ปลอดภัยในการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น โดยที่ผ่านมาหลายคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้ แต่ก็มีอีกหลายคดีที่ไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษ กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ต้องทบทวนแก้ไข โดยเฉพาะการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานข้อมูลเชื่อมโยงไปถึงตัวคนร้าย ที่ก่อเหตุซึ่งเป็นไปด้วยความล่าช้า ขาดพยานแวดล้อม ประจักษ์พยานและหลักฐานสำคัญคือ ใบหน้ารูปพรรณสัณฐานคนร้าย
เมื่อไม่นานมานี้ก็มีคลิปจากกล้องติดหมวกกันน็อกของตำรวจ สภ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ขณะไล่ล่าจับกุมคนร้ายซิ่งเก๋งแหกด่านตำรวจจนเป็นที่ยกย่อง โดยคลิปที่บันทึกไว้กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญประกอบสำนวนคดีได้อย่างแน่นหนา จึงเป็นที่มาให้กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 (บก.น.8) และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เล็งเห็นความสำคัญในการรวบพรวมพยานหลักฐานเพื่อให้สำนวนคดีครบถ้วนสมบูรณ์ จึง “ผุดไอเดียเก๋” นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสมผสานการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจงานสายตรวจและงานสืบสวน ช่วยให้การติดตามตัวคนร้ายและผู้ต้องสงสัยเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ ด้วยการนำกล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหว (กล้องวิดีโอ) มาติดตั้งบนหมวกกันน็อกของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่สน.ทุ่งครุ นำร่องโครงการ “ระวังภัยไฮเทค” ของบก.น.8 ลิงก์ข้อมูลภาพเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ที่สน.ทุ่งครุ นำข้อมูลมาใช้ในการสืบสวน ขยายผล และรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ นำไปสู่การจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยและคนร้ายมาดำเนินคดี
พล.ต.ต.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบก.น.8 ผู้ริเริ่มแนวคิดโครงการระวังภัยไฮเทค กล่าวว่า เป็นการสร้างเครือข่ายระวังภัยในชุมชนโดยดึงผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่เข้ามาเป็นหูเป็นตา มีส่วนร่วมช่วยเหลือการทำงานของตำรวจ เนื่องจากกลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้างเหล่านี้อยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา และรู้เห็นความเป็นไปในชุมชน ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือในการป้องกันอาชญากรรมเท่านั้น การติดกล้องบันทึกภาพวิดีโอนี้ยังใช้เป็นหลักฐานสำคัญในคดีความขัดแย้งกรณีเกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วย เสมือนหนึ่งมี “กล้องวงจรปิดเคลื่อนที่” ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนซึ่งเป็นคณะกรรมการ กต.ตร.สน.ทุ่งครุ จัดซื้อกล้องบันทึกภาพวิดีโอจำนวน 10 ตัวติดตั้งบนหมวกกันน็อกผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ 10 คันช่วยงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและมีส่วนร่วมดูแลสังคม
พ.ต.อ.อนุวัตร สุวรรณภูมิ ผกก.สน.ทุ่งครุ กล่าวเสริมว่า จากการสำรวจความเห็นพี่น้องประชาชนหลังจากดำเนินโครงการนี้มาตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่พอใจ อุ่นใจ และมั่นใจในการทำงานของตำรวจมากขึ้นในการสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายเพราะมีกลุ่มรถจักรยานยนต์เข้ามาช่วยเป็นหูเป็นตาตำรวจ ซึ่งจะส่งผลให้คดีอาชญากรรมลดลง ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่มีความปลอดภัยมากขึ้น
ขณะที่ตัวแทนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง บอกว่า ดีใจที่ได้คัดเลือกให้เป็นตัวแทนวินรถมาช่วยงานตำรวจ การมีกล้องบันทึกภาพจะช่วยให้ตำรวจติดตามตัวคนร้ายได้ง่ายขึ้น ที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการอบรมการสังเกต จดจำรูปพรรณคนร้ายก็ตาม แต่ก็ไม่ดีเท่ากับการติดกล้องบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมด เพราะจะเป็นหลักฐานสำคัญที่แม่นยำเชื่อถือได้ 100 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว
การปรับตัวงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เพื่อให้เข้ายุค ทันสมัย จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเก็บหลักฐานหากมีคดีเกิดขึ้นในพื้นที่นั้นๆ หากทุกพื้นที่เล็งเห็นความสำคัญดำเนินการตามโครงการที่ว่านี้ จะทำให้มี “กล้องตาสับปะรด” คอยบันทึกเหตุการณ์ที่บางคลิปอาจเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ เสริมประสิทธิภาพนอกเหนือจากกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ตามแยกต่างๆ เพราะเท่าที่ผ่านมาหลายคดีมีกล้องวงจรปิดหลายจุดใช้งานไม่ได้ จนงานสืบสวนต้องชะงักล่าช้า หรือ “คว้าน้ำเหลว” ในที่สุด



