คอลัมนิสต์

ปลุกสำนึกประหยัด

ปลุกสำนึกประหยัด

25 มี.ค. 2559

ปลุกสำนึกประหยัด : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2559

            คงมีผู้คนในสังคมอยู่ไม่น้อย ที่จะตกอยู่ในอารมณ์กร่อยในเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะเวียนมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพราะอย่างที่รู้กันอยู่ว่า ภาวะภัยแล้งอันสืบเนื่องมาจากเมื่อสองปีก่อน ได้ส่งผลกระทบมาถึงปีนี้จนอยู่ในขั้นที่ต้องเรียกว่า มหาภัย ขาดแคลนน้ำกันไปทั่วทั้งประเทศ แม้แต่ในเขตพื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์อย่างลุ่มเจ้าพระยา บางปะกง ท่าจีน และแม่กลอง บางลำน้ำน้ำเค็มหนุนสูงซ้ำเติมให้รุนแรงยิ่งขึ้นอีก การเอาน้ำมาสาดใส่กันในห้วงเวลา 4-5 วัน ยาวนานเช่นที่ทำกันมาในอดีตจนถือเป็นวิถีใหม่ของเทศกาล ย่อมเป็นเรื่องไม่ถูกกาลเทศะอย่างไม่น่าดู จึงเป็นที่มาของนโยบายใหม่ด้วยการรณรงค์เชิญชวนให้หวนกลับไปหาประเพณีสงกรานต์แบบเก่าแก่ดั้งเดิม ด้วยการปะพรมน้ำแต่พอดี มิใช่ราดรดสาดใส่กันอย่างบ้าคลั่ง

            สำหรับกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของการเล่นสาดน้ำสงกรานต์ติดต่อกันมายาวนานหลายปี โดยที่มีเชียงใหม่ และขอนแก่น ซึ่งมีถนนตระกูลข้าว อันระบาดจากย่านข้าวสาร บางลำภู ผู้บริหารท้องถิ่นดังกล่าวนี้ ประสานแนวคิดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องปรับเปลี่ยนการเล่นสงกรานต์เสียใหม่ เพื่อให้ใช้น้ำน้อยที่สุด นั่นหมายถึงว่าจะต้องจัดการรณรงค์ทำความเข้าใจกันอย่างจริงจัง ทั้งในหมู่คนไทยซึ่งรับรู้กันมานานเป็นปีๆ แล้วว่า ขาดแคลนน้ำอย่างสาหัส และในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งถูกทำให้เชื่อว่า การเล่นสงกรานต์คือ ความสนุกสนานอันมีเครื่องมือสำคัญอย่างเช่น ถังน้ำ ปืนฉีดน้ำ การประแป้งและเต้นรำกันอย่างเสรีบนท้องถนนที่การจราจรปิดลง ด้วยเป้าประสงค์อีกประการก็คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและจำนวนเม็ดเงินที่จะตามมาสร้างความแข็งแกร่งให้กับดุลบริการของประเทศ

            กระนั้นก็ตาม มีข้อมูลจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) และการประปานครหลวง (กปน.) สอดคล้องต้องกันว่า แท้จริงแล้ว ในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือห้วงวันที่ 12-15 เมษายน ของหลายปีที่ผ่านมา ปริมาณการใช้น้ำประปาในกรุงเทพฯลดลงอย่างมาก สวนทางกลับความเชื่อที่วัดกันด้วยตาและความรู้สึกว่า ช่วงนี้คนเมืองหลวงคงจะใช้น้ำกันเยอะ ทั้งสภาพอากาศอันร้อนระอุ และเทศกาลซึ่งต้องใช้น้ำมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว นั่นก็เป็นเพราะว่า มีผู้คนจำนวนไม่น้อยแห่แหนกันออกต่างจังหวัด โดยเฉพาะบรรดาประชากรแฝงที่พากันกลับภูมิลำเนา ไปใช้น้ำมากๆ ในถิ่นฐานบ้านเกิด ขณะที่ข้อมูลอีกชุดหนึ่งของกรมทรัพยากรน้ำแจ้งว่า กลุ่มคนที่ใช้น้ำมากที่สุดก็คือเกษตรกร เพราะร้อยละ 90 ถูกแบ่งสรรไปเพื่อกิจกรรมทางการเกษตร ขณะที่น้ำเพื่อการดื่มกินอย่างแท้จริงนั้น ใช้ไปเพียง 4% เท่านั้น

            จะว่าไปแล้ว แม้การรณรงค์เล่นน้ำสงกรานต์อย่างประหยัด อาจจะไม่ส่งผลให้การใช้น้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญอันจะช่วยบรรเทาเบาบางปัญหาภัยแล้งลงได้สักเท่าไร แต่ผลทางจิตวิทยาของการสร้างนิสัยรู้จักประหยัดใช้ทรัพยากรอย่างรู้ค่า ก็น่าจะเป็นเป้าหมายสูงสุดมากกว่า นั่นก็หมายความว่า การเล่นสงกรานต์ใช้น้ำน้อย ที่ในปีแรกๆ อาจจะกร่อยไปสักหน่อยก็ยังดีกว่า ไม่ลงมือทำอะไรเสียเลย เพราะต้องไม่ลืมว่า แม้ในปีหน้าหรือปีถัดๆ ไป ประเทศไทยจะมีน้ำใช้อย่างเหลือเฟือเหมือนในอดีต แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า สภาพแวดล้อมและทรัพยากรทางธรรมชาติได้กลับสู่ปกติอันเคยอุดมสมบูรณ์ การ “ถลุง” อย่างขาดสติไม่ลืมหูลืมตา ไม่ว่าในเทศกาลไหนๆ ก็ล้วนแต่จะนำไปสู่ความหายนะได้ทั้งสิ้น