
ต้องทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์
ต้องทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่24มี.ค.2559
นับอีกช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ในสังคมไทยกับคำถามที่ว่าการบังคับใช้กฎหมายมีความเท่าเทียมกันมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการระบุถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมที่มีการมองกันว่าชนชั้นคนมีเงินหรือคนรวยมักได้เปรียบกว่าชนชั้นคนอื่นที่มีฐานะด้อยกว่า และถูกมองอย่างเคลือบแคลงว่าแม้กระทั่งกฎหมายก็ไม่อาจเอื้อมไปถึงหรือลงโทษได้ หรือโดนลงโทษก็เป็นสถานะเบาอันเนื่องมาจากการบิดเบือนและเอื้อประโยชน์ช่วยเหลือจากผู้บังคับใช้กฎหมาย ในขณะที่คนฐานะทั่วไปกลับถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มกำหนดบทลงโทษ ซึ่งจะว่าไปแล้วไม่ใช่ความผิดหรือบกพร่องของตัวบทกฎหมาย แต่หากมาจากผู้บังคับใช้และผู้เกี่ยวข้องกับขั้นตอนของกฎหมายมีพฤติกรรมหย่อนยานหรือเอื้อให้แก่บางกลุ่มบุคคลใช่หรือไม่
กรณีเสี่ยหนุ่มเจ้าของเบนซ์สปอร์ตขับรถด้วยความเร็วสูงชนรถของ 2 นิสิตปริญญาโทจนไฟลุกคลอกเสียชีวิตทั้งคู่ ได้กลายเป็นปมท้าทายถึงความเที่ยงตรงของการบังคับใช้กฎหมาย และคดีนี้ได้ถูกจับจ้องจากสังคมว่าจะลงเอยอย่างไร ซึ่งระหว่างการสอบสวนก็มีทั้งข้อเท็จจริงและหลักฐานให้เห็นอย่างต่อเนื่อง และบางประเด็นได้เป็นข้อคาใจว่าเจ้าหน้าที่ได้เคร่งครัดต่อข้อระเบียบปฏิบัติจริงจังแค่ไหน อย่างเช่นการเจาะเลือดตรวจหาสารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ได้เข้มงวดต่อผู้ตกเป็นผู้ต้องหาหรือไม่ และกรณีเจ้าตัวปฏิเสธทำไมจึงไม่มีขั้นตอนให้ปฏิบัติว่าควรจะดำเนินการต่อไปเช่นใด เพราะตรงนี้ถือเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สำคัญในสำนวนคดี จนอาจเป็นช่องโหว่ที่ถูกมองว่าเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำผิดหรือเปล่า
ขณะเดียวกัน สังคมยังได้รับรู้คดีเก่าที่เคยโด่งดังในอดีต แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่จบจะด้วยเหตุผลใดก็คงต้องรับฟังจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง แต่สะท้อนว่าสิ่งที่สังคมไต่ถามและตั้งข้อฉงนถึงการปฏิบัติกับกลุ่มคนรวยต่างมาตรฐานไปจากคนทั่วไปดูท่าจะเป็นจริงไปด้วย โดยคดีที่ทายาทเจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดังขับรถซูเปอร์คาร์ชนเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเสียชีวิตใจกลางกรุง ตั้งแต่ปี 2555 ได้ถูกขุดขึ้นมาจากเหตุการณ์ของเสี่ยรถเบนซ์นั่นเอง หากสังคมและโลกโซเชียลไม่ไต่ถามคดีนี้ก็คงเงียบหายไป และที่เห็นได้ชัดว่าประโยชน์ไปตกกับผู้กระทำผิดก็คือข้อหาขับรถเร็วขาดอายุความไปแล้ว แม้เจ้าหน้าที่จะชี้แจงว่าเป็นข้อหาเบาแต่ข้อหาหนักยังดำเนินการต่อไป แต่คำถามคือทำอะไรอยู่จึงล่าช้าจนเกิดผลเช่นนี้
อีกกรณีที่สังคมทวงถามคืออดีตเยาวชนหญิงที่ขับรถชนรถตู้บนทางด่วนจนมีผู้เสียชีวิตถึง 9 คน กรณีนี้ศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้วโดยให้รอลงอาญา แต่ที่เป็นปัญหาคือการบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ ซึ่งหน่วยงานที่ดูแลตรงนี้ได้ออกมายืนยันข้อมูลว่ายังไม่เคยทำงานบริการสังคมและใกล้จะครบกำหนดตามที่ศาลสั่ง แต่ปรากฏว่าเยาวชนหญิงรายนี้ได้ไปทำงานบำเพ็ญประโยชน์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งและนำใบรับรองไปยื่นต่อศาล จึงเป็นอีกกรณีที่สังคมอยากทราบข้อเท็จจริว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ มีความผิดพลาดแบบไม่จงใจหรือมีความพยายามช่วยเหลือกันหรือเปล่า หากสังคมดำรงอยู่ด้วยมาตรฐานที่แบ่งชนชั้นขาดการใช้กฎหมายปฏิบัติอย่างเป็นธรรม สังคมนั้นย่อมแตกแยกและนำไปสู่การล่มสลายได้



