
อย่าให้กระทบชุมชน
อย่าให้กระทบชุมชน : บทบรรณาธิการประจำวันที่21มี.ค.2559
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้มีการพิจารณาวาระรับหลักการของร่าง พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.... ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ สาระสำคัญเป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยแร่และกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ เนื่องจาก พ.ร.บ.พิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ พ.ศ.2509 และ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ทำให้บทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสม และเพื่อให้การอนุญาตและการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่เป็นไปอย่างมีระบบ โดยกำหนดนโยบายในการบริหารจัดการแร่ให้เกิดดุลยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการกำหนดกฎเกณฑ์ในการจัดสรรผลประโยชน์จากทรัพยากรแร่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนอันเป็นที่ตั้งของพื้นที่ทำเหมืองและพื้นที่
ที่น่าสนใจ ร่าง พ.ร.บ.แร่นี้ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยความเห็นชอบของ ครม. มีอำนาจประกาศกำหนดพื้นที่ให้เป็นเขตแหล่งแร่ เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรก ก่อนการสงวน หวงห้าม หรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นในพื้นที่นั้น และให้อำนาจ รมว.อุตสาหกรรมนำพื้นที่ที่มีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสูง มาประกาศให้มีการประมูลแห่งแร่ เพื่อให้ผู้ชนะการประมูลสำรวจแร่และทำเหมือง และถึงแม้จะมีการออกหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และการยกเลิกการประมูล ตลอดจนการให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่รัฐก็ตาม แต่มิวายที่จะถูกตั้งข้อสังเกตถึงอำนาจดังกล่าวอาจจะไปเกี่ยวพันกับมาตรการในการลดผลกระทบหรือรักษาไว้ซึ่งคุณภาพสิ่งแวดล้อม แหล่งอุดมสมบูรณ์ และการดำรงอยู่ของธรรมชาติและชุมชนก็เป็นได้
ภาคประชาชนมองว่า การร่าง พ.ร.บ.แร่นี้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่รัฐมนตรีทั้งสองกระทรวงไปศึกษาเขตทรัพยากรแร่ในพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมาย ด้วยเหตุที่ทรัพยากรแร่สามารถสร้างรายได้ให้รัฐเป็นจำนวนมาก ความสำคัญของแร่สะท้อนผ่านกฎหมายปัจจุบันที่อ้างถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ และแม้การดำเนินงานดูเหมือนเป็นการกระจายอำนาจ แต่ถ้ามองลึกลงไปเห็นชัดว่าภาคประชาชนมีส่วนร่วมน้อยมาก ซึ่งนางอาภา หวังเกียรติ อนุกรรมการสิทธิด้านชุมชนและฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ชี้ให้เห็นถึงบทเฉพาะกาลที่เขียนว่า ในช่วงที่กฎหมายบังคับใช้ แต่ยังไม่สามารถแต่งตั้งองค์กรร่วมได้นั้น คณะกรรมการที่เป็นภาคราชการก็จะสามารถให้ใบอนุญาตประทานบัตรขอทำเหมืองแร่ไปได้ก่อนเลย ซึ่งช่องว่างมีถึง 180 วัน ที่อาจจะอนุมัติอะไรไปอีกได้มากมาย
ที่ผ่านมาการพัฒนาทรัพยากรแร่ในประเทศไทยได้ทิ้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างหนัก ความเสียหายที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นเหมืองคลิตี้และเหมืองปิล็อกที่ จ.กาญจนบุรี เหมืองทองคำที่ จ.พิจิตร น่าจะถูกนำมาเป็นบทเรียนเพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาต่างๆ และผลกระทบที่จะตามมา โดยเฉพาะความห่วงใยกฎหมายอาจเปิดช่องให้ นักการเมือง ข้าราชการ และเอกชน อาจสามารถร่วมมือทุจริตโดยใช้ทรัพยากรหรืองบประมาณของรัฐในการเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจตนเองและเครือข่าย ยังคงมีเวลาที่หน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และองค์กรพัฒนาสังคม จะต้องร่วมคิดที่จะให้โปรเจกท์ขนาดใหญ่ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชาวบ้านน้อยที่สุด



