คอลัมนิสต์

ประชาธิปไตยครึ่งบกครึ่งน้ำ

ประชาธิปไตยครึ่งบกครึ่งน้ำ

21 มี.ค. 2559

ประชาธิปไตยครึ่งบกครึ่งน้ำ : กระดานความคิด โดยบางนา บางปะกง

           ข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ส่งถึง “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ครั้งล่าสุดนั้น ได้ย้ำถึงการเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ชัดเจน

           และในข้อเสนอทั้งหมดที่ลงนามโดย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. มีอยู่ 3 ประเด็น ที่ฝ่ายถืออำนาจต้องการให้มีการบัญญัติไว้ใน “บทเฉพาะกาล” เป็นเวลา 5 ปี คือ

           1.สมาชิกวุฒิสภา มาจากการสรรหา 250 คน

           2.วุฒิสภา อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้

           3.เปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรี “คนนอก”

           4.เลือกตั้งแบบเขตใหญ่ แต่เลือกได้คนเดียว

           สาเหตุที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติต้องออกแบบ “บทเฉพาะกาล” ในร่างรัฐธรรมนูญถาวร ให้เป็นเสมือนรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อรักษา “ดอกผล” ของการยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557

           ประการแรก หน่วยข่าวของรัฐประเมินว่า หากมีการเลือกตั้งตามโรดแม็พ ผลการเลือกตั้งก็ไม่ต่างไปจากการเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 พรรคเพื่อไทย จะชนะเลือกตั้ง โดยกวาดที่นั่ง ส.ส.ส่วนใหญ่ จากภาคอีสานและภาคเหนือ พ่วงด้วยเก้าอี้ ส.ส.ภาคกลางอีกจำนวนหนึ่ง

           พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ที่นั่งจากภาคใต้ และกรุงเทพฯ พรรคขนาดกลางจะได้ที่นั่ง ส.ส.ไม่ต่างไปจากเดิม

           ประการที่สอง รัฐบาลประยุทธ์ ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ รายได้หดหายรายจ่ายพุ่งขึ้น จึงให้ความนิยมในหมู่ประชาชนลดลงเรื่อยๆ

           ประการที่สาม ความขัดแย้งทางความคิดของ “กลุ่มเสื้อสี” มิได้คลี่คลายลงไป หากแต่ยังจับขั้วเผชิญหน้ากันอยู่ คำว่า ปรองดองสมานฉันท์ ยังห่างไกลความเป็นจริง

           แนวโน้มสถานการณ์ หน่วยความมั่งคงเชื่อว่า ถ้าขั้วใดขั้วหนึ่งได้จัดตั้งรัฐบาล จะเกิดการเผชิญหน้ากันของมวลชนสองฝ่าย และอาจลุกลามบานปลายเป็นเหตุจลาจลได้

           ดั่งที่ทราบกัน คณะทหารนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงตั้งแต่ยึดอำนาจในวันแรกว่า ที่เสี่ยงชีวิต ก็หวังให้ประเทศชาติเกิดความสงบ และเมื่อทำมาแล้ว ทุกอย่างต้องเดินหน้าต่อไปในอนาคต

           คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงไม่กระมิดกระเมี้ยนที่จะประกาศว่า ขออยู่ในอำนาจอีก 5 ปี

           รูปธรรมของการดำรงอยู่ในอำนาจนั้น จะปรากฏอยู่ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

           เริ่มจาก “สมาชิกวุฒิสภา” 250 คน ที่มาจากการสรรหา วาระ 5 ปี โดยปลัดกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารเรือ, ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่ง

           อำนาจและหน้าที่ของ ส.ว.คือ 1.พิทักษ์รัฐธรรมนูญ และ 2.ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน

           อำนาจพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้น หมายถึงมิให้ฝ่ายการเมืองอาศัยเสียงข้างมากในการบิดเบือนเจตนารมณ์และฝ่าฝืนความต้องการของประชาชน

           ส่วนอำนาจควบคุมการบริหารราชการ หมายถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับใด

           แม้ ส.ว.สรรหา ชุดทำคลอดจาก คสช.จะไม่ได้เลือกนายกฯ ด้วยตัวเอง แต่ก็ปลดนายกฯได้เช่นกัน

           รูปแบบการเลือกตั้ง คสช.เสนอให้ใช้บัตร 2 ใบ และมี ส.ส.เขต 350 คน (เขตละไม่เกิน 3 คนประชาชนเลือกได้ 1 คน) บัญชีรายชื่อ 150 คน

           การเลือกตั้งลูกผสมแบบนี้ พรรคใหญ่จะเสียเปรียบ และจะเสียที่นั่งจำนวนมากอย่างชัดเจน จากเดิมพรรคใหญ่อาจจะชนะแบบแบ่งเขตเกินครึ่ง เพราะเป็นการเลือกแบบ “เขตเดียว เบอร์เดียว”

           พูดตรงๆ ข้อเสนอเรื่องการเลือกตั้ง ก็มุ่งหวังสกัดพรรคใหญ่ และให้โอกาส “พรรคขนาดกลาง” ได้เป็นตัวแปรในการจัดตั้ง “รัฐบาลผสม” หลายพรรค

           ส่วนที่มานายกรัฐมนตรี คสช.เสนองดเว้นข้อบังคับเรื่องพรรคต้องแจ้งชื่อผู้ที่จะสนับสนุนเป็นนายกฯ ก่อนเลือกตั้ง อันอาจหมายถึงเปิดทางให้มี “นายกฯ คนนอก” ได้

           ดูเหมือนประเด็น ทำอย่างไร “ไม่ให้เสียของ” ของ คสช. นับวันจะกินความหมายที่กว้างและลึกซึ้งขึ้นทุกวัน

           ข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญช่วงเปลี่ยนผ่าน จึงต้องการจัดการการบริหารอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่านด้วยเช่นกัน