
ก่อนวันวาเลนไทน์
06 ก.พ. 2552
ประเพณีที่ไทยเรารับมาจากฝรั่ง นอกเหนือจากปีใหม่และคริสต์มาสแล้ว ก็เห็นจะเป็นฮัลโลวีนกับวาเลนไทน์ โดยฮัลโลวีนนั้น มาจากความเชื่อของชาวพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ ซึ่งถือวันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ดังนั้นคืนวันที่ 31 ตุลาคม
จึงเป็นเวลาที่ประตูนรกถูกเปิดเพื่อให้ปีศาจของผู้ที่เสียชีวิตในปีนั้นออกแสวงหาร่างเพื่อสิงสู่ อันจะทำให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ดังนั้นชาวบ้านจึงหาทางป้องกันเหล่าปีศาจด้วยการดับไฟและไม่ติดไฟเตาผิงเพื่อให้บ้านมืดและหนาวเย็น (เหมือนในนรก) แต่งเนื้อแต่งตัวให้ปีศาจคิดว่าเป็นพวกเดียวกัน หรือทำเสียงอึกทึกเพื่อให้ปีศาจตกใจ ต่อมาสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นเรื่องที่สนุกสนานและนิยมกันในประเทศที่สืบเชื้อสายมาจากอังกฤษ เช่น สหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
ส่วนวันวาเลนไทน์นั้น มีความเป็นมาตามที่เล่าขานหลายเรื่องด้วยกัน แต่ที่นิยมมากที่สุดได้แก่เรื่องของนักบุญวาเลนตินัส หรือวาเลนไทน์ ซึ่งถูกจักรพรรดิเคลาดิอัส ที่ 2 ประหารชีวิตในความผิดฐานขัดพระบรมราชโองการที่ห้ามประกอบพิธีสมรส เนื่องจากจักรพรรดิมีความเชื่อว่าทหารที่ยังไม่แต่งงานจะมีความสามารถในการรบและความกล้าหาญสูงกว่าทหารที่มีครอบครัวแล้ว แต่วาเลนไทน์กลับเห็นว่าความรักมีความสำคัญกว่าสิ่งอื่น และแอบประกอบพิธีสมรสให้แก่หนุ่มสาวไปหลายคู่
ดังนั้น วาเลนไทน์จึงถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 220 และต่อมาวาเลนไทน์ก็ได้รับยกย่องให้เป็นนักบุญ ทำให้หนุ่มสาวถือเอาวันเสียชีวิตของนักบุญวาเลนไทน์เป็นวันที่แสดงถึงความรักที่มีต่อกัน ด้วยการมอบของขวัญ ดอกไม้ หรือขนม แทนความในใจ
อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 1969 วาติกันได้ประกาศยกเลิกวันเซนต์วาเลนไทน์ออกจากปฏิทินทางศาสนา เนื่องจากตรวจสอบไม่พบหลักฐานที่สามารถยืนยันเรื่องของนักบุญวาเลนไทน์ได้ แต่คนทั่วไปก็ยังถือว่าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันแห่งความรักอยู่เช่นเดิม
แม้ว่าวันฮัลโลวีนจะมีกำเนิดที่น่ากลัว ขณะที่วันวาเลนไทน์มีกำเนิดจากความรักและการเสียสละ แต่ผู้ที่เป็นพ่อคนแม่คนในเวลานี้กลับกลัววันวาเลนไทน์มากกว่าวันฮัลโลวีนหลายเท่า ทั้งนี้ก็ด้วยค่านิยมในทางที่ผิดและการตีความตามใจตนของวัยรุ่นไทยในยุคนี้ ที่คิดว่าวันวาเลนไทน์เป็นวันที่จะมอบกายพลีร่างแก่คนรัก หรือคิดว่าการมีความสัมพันธ์ทางเพศเป็นสิ่งที่แสดงถึงความรัก รวมทั้งการมองข้ามความรู้สึกดีๆ อันมีค่าที่เรียกว่า "รัก ไปสู่เรื่องของตัณหาและกามารมณ์ อย่างน่าเสียดาย
มีคำถามที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ เกี่ยวกับปัญหาเรื่องพฤติกรรมของวัยรุ่นกับวันวาเลนไทน์อยู่ทุกปี และก็มีคำตอบที่เราได้ฟังกันประจำจากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว แต่ลงท้ายก็เป็นเพียงแผ่นเสียงตกร่อง ที่ไม่ไปไหนไกลหรือมีอะไรใหม่ๆ ที่ผิดแผกไปจากสิ่งเดิมๆ ซึ่งที่สุดแล้วก็จบลงด้วยสถิติการเสียตัวในวันวาเลนไทน์ที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ และความกังวลสำหรับวันวาเลนไทน์ปีหน้า
วันวาเลนไทน์ วันสงกรานต์ หรือวันลอยกระทง ล้วนเป็นธรรมเนียมและการปฏิบัติที่สามารถแก้ไขปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของสังคมได้ แต่ทั้งนี้จะต้องมีการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและการรณรงค์สร้างค่านิยมที่ดีงามอย่างต่อเนื่อง เช่นการที่หญิงสาวจะต้องรักษาความบริสุทธิ์ของตนไว้ให้ได้จนกว่าจะถึงคืนสมรส เพื่อเป็นปราการต้านกระแสและแรงยั่วยุต่างๆ รวมทั้งอารมณ์ชั่วแล่น
วันเว้นวัน วันนี้ ขอจบด้วยเพลง จูบในใจ ของสุนทราภรณ์ ที่ขึ้นต้นว่า
รักไม่สำคัญที่จูบ ไล้ลูบเนื้อตัวกันก่อน เมตตา จงอย่าใจร้อน ถึงก่อนวิวาห์
ถึงแน่ แม้ใจเราอยู่ หมายคู่ภิรมย์ภายหน้า แต่วันยังอยู่นานช้า ขออย่ารุกราน...



