
เราสามารถทำอะไรได้อีกบ้างในเรื่องการจัดประชุมอาเซียน
05 ก.พ. 2552
การเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมอาเซียนของประเทศไทยนั้นเป็นโอกาสอันดีในหลายๆ เรื่อง ทั้งฝ่ายที่ต้องการจะนำเสนอภาพลักษณ์ของประเทศในแง่ของประเทศที่เป็นปกติ-สงบ
หรือฝ่ายที่ต้องการจะฟ้องโลกและปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศก็คงเตรียมตัวกันเต็มที่
ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ก็จะวนเวียนอยู่ในสองประเด็นนี้ คือมองว่าเป็นเรื่องเกมการเมืองภายในประเทศที่ดึงเอาเรื่องของการเมืองต่างประเทศมาเกี่ยว
คำถามก็คือเรายังมีเรื่องอะไรที่น่าสนใจอีกบ้างหรือไม่ในการเตรียมตัวประชุมอาเซียน ?
คำคอบก็คือ มีอีกเยอะมาก และน่าจะมาเริ่มคุยกันได้ เพราะเป็นนิมิตหมายอันดีด้วยว่าประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียน ดังนั้นประเทศไทยก็น่าจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเด็นที่เกิดในภูมิภาคนี้ด้วย
ในประการแรก เรามองเห็นจากเนื้อข่าวเป็นส่วนมากว่าอาเซียนนั้นก็คือการรวมตัวของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ตอนนี้มี 11 ประเทศ แต่เป็นสมาชิก 10 ขาด ติมอร์) แต่เราไม่ได้พิจารณาถึงที่มาของการรวมตัวของอาเซียน ซึ่งจากเดิมนั้นมีร่องรอยจากการรวมตัวของเครือข่ายโลกเสรีต่อต้านคอมมิวนิสต์ ก่อนจะหันมารวมตัวเป็นอาเซียนเพื่อเน้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และลดปัญหาความขัดแย้งในระดับภูมิภาค
ในประการที่สอง สิ่งที่ท้าทายของอาเซียนนั้นไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในภูมิภาค แต่ก็คือการรวมตัวกันโดยเน้นกรอบเรื่องของรัฐประชาชาติ หรือมองว่าหนึ่งประเทศนั้นมีหนึ่งชาตินั่นแหละครับ ดังนั้นในอาเซียนจึงไม่ได้มีตัวแทนกะเหรี่ยง มอญ มุสลิมที่ภาคใต้ หรือกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในแต่ละประเทศ กล่าวอีกอย่างก็คือ ความเป็นตัวแทนของอาเซียนนั้นยึดกรอบกับชนกลุ่มใหญ่ของแต่ละประเทศ โดยละเลยว่า ประเทศในภูมิภาคนี้เป็นประเทศที่เกิดใหม่ และเป็นผลผลิตจากระบอบอาณานิคม ซึ่งทาบทับดินแดนทางวัฒนธรรมแต่เดิมของพื้นที่
ลักษณะของการเคลื่อนไหวไปมาของผู้คนในภูมิภาค โดยที่ไม่ได้เป็นชนกลุ่มใหญ่ที่มีสิทธิพลเมืองของประเทศนั้น ไม่ค่อยมีการพูดถึงการรองรับสิทธิของผู้ในภูมิภาค แต่เน้นเรื่องการส่งเสริมกรอบการลงทุนโอนย้ายเงินและสินค้า ภายในภูมิภาคและส่งเสริมการลงทุนจากภายนอก
ในประการที่สาม สิ่งที่ท้าทายอาเซียนก็คือการรวมตัวนั้นเอื้อประโยชน์ระหว่างรัฐบาลกับธุรกิจ ภาคประชาสังคมนั้นไม่ได้มีเสียงหลักในอาเซียน ทั้งที่จะพบประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันของประชาสังคมภายในประเทศและระหว่างประเทศ กรณีที่การพัฒนามีลักษณะการเชื่อมโยงกันในอนุภูมิภาค เช่นบริเวณริมแม่น้ำโขง หรือประเด็นประชาธิปไตยของแต่ละประเทศ
ดังนั้น การประชุมที่จะเกิดขึ้นนั้นควรจะต้องมองกรอบใหญ่มากกว่าแค่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต้านรัฐบาล แต่ให้มองประเด็นเรื่องต่างๆ ที่เกิดในภูมิภาคจากมุมมองที่พ้นไปจากรัฐกับทุน
น่าจะเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะส่งเสริมความร่วมมือของผู้คนผ่านการทำให้ผู้คนเริ่มพูดคุยกันได้เอง โดยไม่ต้องรอผลจากการประชุมของผู้นำเท่านั้น ...



