
ประชานิยมล้มเงินคลังช็อต
05 ก.พ. 2552
ฐานะการเงินการคลังของประเทศได้ส่งสัญญาณที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ท่ามกลางกระแสอภิมหาประชานิยม เฮลิ "ก๊อป" มันนี่ หรือการ "ยัดเงินใส่มือชาวบ้าน" ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนี้ คาดว่าฐานะเงินคงคลังของประเทศ
อาจติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 โดยช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2552 เงินคงคลังจะติดลบประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท จากตัวเลขเงินคงคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2551 (เดือนกันยายน 2551) อยู่ที่ 2.29 แสนล้านบาท และเดือนตุลาคม 2551 ฐานะเงินคงคลังอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท ล่าสุดเดือนมกราคม 2552 เงินคงคลังลดเหลือประมาณ 5.17 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่รัฐบาลมีงบประจำที่ต้องจ่ายเฉลี่ยเดือนละ 1.2 แสนล้านบาท มนุษย์เงินเดือนภาครัฐ คงร้อนๆ หนาวๆ ไปตามกัน
ปรากฏการณ์สั่นสะเทือนฐานะการเงิน การคลังของประเทศครั้งนี้ หาใช่เป็นผลมาจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่เพิ่งเริ่มต้นมาเพียงเดือนเศษไม่ หากเป็นปัญหาที่สั่งสมมาจากยุคของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ล้วนแต่ใช้นโยบายประชานิยมอัดฉีดงบประมาณกระตุ้นรากหญ้ามาอย่างต่อเนื่อง การที่กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรี กู้เงินต่างประเทศเพิ่มอีก 7 หมื่นล้านบาท โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ฐานะการเงินของประเทศย่ำแย่เพียงใด เพราะกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินได้ เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงินในกรณีฉุกเฉิน นอกเหนือจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ถึงแม้รัฐบาลจะคาดหวังว่า เงินรายได้จากการจัดเก็บภาษี จะเป็นเนื้อหนูที่มาปะเนื้อช้างได้ โดยกระทรวงการคลังประมาณการรายได้จากการจัดเก็บภาษีปีงบประมาณ 2552 ไว้ที่ 1.5 ล้านล้านบาท แต่จากภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้ธุรกิจภาคเอกชนขาดทุน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงการจัดเก็บรายได้ ของกรมจัดเก็บทั้ง 3 กรม รวมทั้งรายได้จากรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นๆ ตลอดทั้งปี กระทรวงการคลังคาดว่า จะจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 1.75 แสนล้านบาท เฉพาะเดือนธันวาคม 2551 การจัดเก็บภาษีทุกรายการต่ำกว่าเป้าถึง 2.2 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 5 พันล้านบาท นี่เป็นปัญหาที่น่าหวาดหวั่นยิ่ง รายได้ไม่แน่นอน แต่รายจ่ายคงที่และต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีกสำหรับการลด แลก แจก แถมของรัฐบาล
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้นโยบายการเงิน การคลัง อย่างตรงไป ตรงมา เมื่อเริ่มนโยบายประชานิยมเฟสแรก เงินคงคลังจึงร่อยหรออย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์คาดหวังว่า จะใช้รายได้จากการจัดเก็บภาษีมาชดเชยรายได้ที่ขาดหายไป ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้วิธีเล่นแร่แปรธาตุ เช่น การผันเงินจากหวยใต้ดิน เงินทุนนอกระบบ มาหว่านโปรยนโยบายประชานิยมของเขา ตัวเลขเงินคงคลังจึงไม่ได้แสดงตัวเลขที่น่าวิตกมากนัก นอกจากผลในเชิงจิตวิทยา ที่หลายคนเชื่อว่า จะส่งผลในอนาคต นโยบายประชานิยม ทำให้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร รักษาอำนาจ ครองใจชาวบ้านยาวนานมาถึง 8 ปี รัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็คิดไม่ต่างกัน แต่แรงส่งของประชานิยมยุคอภิสิทธิ์ จะส่งรัฐบาลนี้ไปได้ไกลแค่ไหน อาการยังน่าเป็นห่วง



