
รำลึกถึงสึนามิและแผ่นดินไหวฟูกูชิมะ
รำลึกถึงสึนามิและแผ่นดินไหวฟูกูชิมะ : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
กรุงโตเกียว-บรรยากาศในเมืองหลวงญี่ปุ่นช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เศร้าสลดมากเนื่องจากวันที่ 11 มีนาคม ครบรอบห้าปีของสึนามิและแผ่นดินไหวในจังหวัดฟูกูชิมะ คนญี่ปุ่นยังไว้อาลัยให้แก่ผู้เสียชีวิตทั้งหมด 15,894 คน สาเหตุหลักคือห้าปีหลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรม ยังมีศพอีก 2,562 ศพ ที่ยังหาไม่พบ ที่ผ่านมาทางหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นได้พยายามแทบพลิกแผ่นดิน รวมทั้งตรวจดีเอ็นเอผู้เสียชีวิต ปรากฏทำได้แค่ 10 คนเท่านั้น ซึ่งนับว่าต่ำมากๆ
ทั้งนี้เป็นเพราะว่าชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณฟูกูชิมะต้องอพยพออกจากบ้านก่อนช่วงที่จะเกิดสึนามิ และต่อมาบังเอิญตามด้วยแผ่นดินไหวและวิกฤตินิวเคลียร์
คงจำกันได้ ช่วงที่เกิดเรื่องนั้น สภาพสิ่งแวดล้อมในฟูกูชิมะนั้นดูปกติ ไม่มีการแก่งแย่งอาหารหรือขโมย ปล้นสะดมร้านค้าแบบที่เห็นในประเทศอื่นๆ ภาพถ่ายที่ออกมาก็ไม่ปรากฏภาพที่สร้างความน่ากลัวให้โลกเห็น
ในอาทิตย์ที่ผ่านมา ทั้งสถานีโทรทัศน์บีบีซีและซีเอ็นเอ็นได้รายงานสกู๊ปพิเศษเกี่ยวกับชาวบ้านที่อพยพออกมาห้าปีก่อนนั้นยังไม่ได้กลับถิ่นที่อยู่เดิมเลย ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เอาไหน คนที่กลับยังมีน้อยส่วนใหญ่เป็นชาวประมง
นักข่าวของทั้งสองสถานี้ได้รายงานและให้ความเห็นคล้ายๆ กันว่า รัฐบาลญี่ปุ่นในปัจจุบันไม่ได้ใส่ใจกับในเรื่องดูแลและช่วยผู้รับเคราะห์จากสึนามิและกัมตภาพรังสีที่เกิดจากข้อบกพร่องของโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ในพื้นที่
อย่างไรก็ดี นักวิชาการญี่ปุ่นที่ผู้เขียนรู้จักให้ความเห็นในทางตรงกันข้ามว่าสาเหตุที่สำคัญของสภาพเดิมที่ฟูกูชิมะนั้นเป็นเพราะว่าชาวบ้านที่เคยอาศัยอยู่ได้อพยพไปอยู่ที่อื่น ขณะนี้พวกเขาสามารถตั้งตัวและหาอาชีพใหม่ได้แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นในการกลับไปสู่ถิ่นฐานเดิม เพราะรัฐบาลได้จัดสรรที่พักและที่ทำมาหากินให้เรียบร้อยแล้ว หลายคนต้องการกลับแต่ยังไม่สามารถหาพรรคพวกหรือชุมชนที่จะเป็นกำลังสนับสนุนให้มีชีวิตอยู่ได้
อีกประเด็นหนึ่งคือความกลัวต่อสิ่งที่มองไม่เห็นเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี เรื่องนี้น่าสนใจ ผู้เชี่ยวชาญรังสีวิทยาจากต่างประเทศหลายคนวิเคระห์ว่าระดับกัมมันตภาพรังสีในอิวาเตะและมิยากินั้นตามจริงไม่ได้อยู่ในระดับอันตรายอย่างที่คิดกันหรือตามที่สื่อมวลชนได้รายงานไว้
ขณะนี้ระดับรังสีที่เป็นอยู่ยังต่ำและในบางพื้นที่ในประเทศยุโรปที่มีโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ยังสูงกว่าที่สองจังหวัดด้วยซ้ำไป
นักวิชาการญี่ปุ่นกลุ่มนี้เชื่อว่า หลังเหตุการณ์ฟูกูชิมะ คนญี่ปุ่นมีความรู้สึกอ่อนไหวและขาดความเชื่อมั่นต่อขีดความสามารถในการจัดการกับอนาคตของประเทศตัวเอง
ที่ร้ายที่สุดคือการแพร่ขยายอำนาจทั้งเศรษฐกิจและการเมืองของจีนที่ได้เข้ามาเบียดญี่ปุ่นให้ตกไปอยู่อันดับสาม เพราะมันสร้างความหวาดผวาให้แก่ชาวบ้านญี่ปุ่นธรรมดา
ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นในช่วงสามปีที่ผ่านมานั้น ได้สร้างความตึึงเครียดให้แก่สัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ทั้งที่เคยมีสัมพันธ์ที่ดีมาก่อน ในยุคที่จีนยังไม่ได้พัฒนาตัวเอง ญี่ปุ่นเป็นทั้งแหล่งเงินให้ความช่วยเหลือและเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ เดี๋ยวนี้จีนไม่ต้องการแล้ว
คงจำกันได้ในช่วงเหตุการณ์ฟูกูชิมะคนไทยได้รวบรวมสิ่งของช่วยเหลือให้แก่คนญี่ปุ่นทั้งที่เป็นเงินและเครื่องใช้ จนทางรัฐบาลต้องขอร้องให้หยุดเนื่องจากข้าวของที่ส่งไปช่วยเหลือนั้นไม่เหมาะกับคนญี่ปุ่น ส่วนเงินทองที่คนไทยได้บริจาคนั้นมีประโยชน์มาก รวมทั้งสิ้นมีค่าเกือบหนึ่งพันล้านเยน หรือสามร้อยห้าสิบกว่าล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย
ตอนนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของญี่ปุ่นมีสองประเด็นใหญ่ คือญี่ปุ่นกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งกีฬาโอลิมปิกในปี 2020 ซึ่งจะถือเป็นโอกาสที่ประกาศศักดาของญี่ปุ่นในยุคใหม่ เหมือนกับโอลิมปิกในปี 1964 ที่ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศเอเชียประเทศแรกที่ได้พัฒนาในระดับแนวหน้า ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่สหรัฐอเมริกาช่วยร่างให้ได้
ญี่ปุ่นในอนาคตจะพัฒนาไปทางไหนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด



