
จริยธรรมเหนือกฎหมาย
05 ก.พ. 2552
ก็คงจะเจ็บปวดอย่างที่ว่าแหละ สำหรับ วิฑูรย์ นามบุตร ที่ประกาศตัดไฟแต่ต้นลม ลาออกจากตำแหน่ง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งที่เพิ่งนั่งในตำแหน่งนี้ได้เพียงแค่ 30 กว่าวัน ก่อนที่วิกฤติจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ย่ำแย่ไปมากกว่านี้
หลังจากปลากระป๋องเน่าฉาวโฉ่มากว่า 1 สัปดาห์ ถึงวันนี้แล้ว ก็ต้องยอมรับว่า ไม่เหลือทางเลือกอื่นให้แก่วิฑูรย์ อีก
โดยเฉพาะหาก วิฑูรย์ เลือกที่จะมองหาโอกาส เพื่อถีบตัวเองให้พ้นจากวิกฤติ เปิดช่องทางให้กลับมาได้อีกครั้ง
นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุด
แล้วการตัดสินใจออกในวันนี้ ก็ถือว่าเป็นจังหวะที่ดี แม้จะไม่ดีที่สุด แต่ก็ดีกว่าที่ ผู้จัดการรัฐบาล สุเทพ เทือกสุบรรณ บอกว่า ไม่ออก ไม่ยุบสภา ไม่ปรับ ครม. จนกว่าฝ่ายค้านจะอภิปราย
เพราะถ้ารอถึงวันนั้นมันก็คงจะเน่าฉาวโฉ่กันทั้งพรรค !
การตัดสินใจตอนนี้ มันก็อาจจะเจ็บปวดสำหรับส.ส.หลายสมัย และไม่เคยสังกัดพรรคอื่นนอกจากประชาธิปัตย์
แต่ถ้ามองในแง่ดี เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นบทเรียนบทสำคัญสำหรับ วิฑูรย์ ที่ใครต่อใครก็ยากที่จะมีโอกาสได้เรียนรู้
ส.ส.จะกี่สมัย ก็แล้วแต่ หรือจะสังกัดเพียงพรรคเดียวตลอดหรือไม่ก็ตาม ความจริงของชีวิตก็คือ เมื่อเข้ามารับผิดชอบมาบริหารบ้านเมืองแล้ว ถึงแก่พรรษาแต่เลินเล่อ ไม่รอบคอบ ละเลยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือเรื่องที่คิดว่าไม่น่าจะมีเหตุ หรือคิดว่า คนแวดล้อมใกล้ชิด "จัดให้ด้วยใจบริสุทธิ์" มีโอกาสเป็นแบบนี้ทั้งนั้น
ไอ้ที่เคยคิดว่า ลงได้ทำเพื่อประชาชนด้วยจิตใจบริสุทธิ์แล้ว ใครมาสอดไส้เอาของเน่ามาใส่ของแจก หรือแอบตุกติกกันอย่างไร เป็นเรื่องที่รัฐมนตรีไม่ต้องรับรู้รับทราบ
นับจากนี้ไป เลิกคิดซะ !
ถ้อยแถลงของวิฑูรย์ เมื่อเที่ยงวันอังคาร แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า วิฑูรย์ คิดได้
แต่ใครต่อใครหลายคนจะเอาไปเป็นตัวอย่างหรือไม่ ก็ขึ้นกับ
"จริยธรรม" ต้องอยู่เหนือกว่า "กฎหมาย"
ไม่ใช่เป็นนักการเมืองที่ไร้สำนึก นั่งหน้ามึน รอให้กฎหมายมาจัดการ โดยไม่สนใจความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับใครต่อใคร โดยเฉพาะต่อพรรคที่สังกัด กับการเมืองทั้งระบบ
ตัวอย่างนักการเมืองประเภทนี้ มีให้เห็นทุกเมื่อเชื่อวัน ประเภทท่องได้คำเดียวว่ามาจากการเลือกตั้ง เลยคิดว่าทำอะไรก็ได้ในประเทศนี้
ขนาดโดนสั่งจำคุกแล้วก็ยังไม่สำนึกเลยก็มีให้เห็น



